|
|
| สมาบัติ ๘ |
โดย วัดถ้ำขวัญเมืองเรืองรอง
ศิษย์ทั้งหลายที่มาประชุมในวันนี้พึงตั้งใจฟังธรรมขั้นสูงสุด วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เวลา ๒๑ น. หรือ ๓ ทุ่ม ธรรมที่จะแสดงนี้เรียกว่านิโรธสมาบัติ ผู้ที่เข้าถึงนิโรธ คือผู้ที่ดับทุกข์ได้แล้วหมดกิเลสแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วละสังโยชน์ ๑๐ ได้แล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักการฝึกตนให้รู้จักทำสมาบัติ ๘ สมาบัติ ๘ เราผู้เป็นศิษย์อย่าคิดว่าเรารู้ไว้เราก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติไปถึงได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่อย่างที่แสดงไว้แล้วเมื่อคืนว่า มนุษย์เราทุกคนเป็นผู้มีโชควาสนาทั้งสิ้น ที่ใครสามารถเกิดได้พบพระพุทธศาสนา ที่ยังมีพระอริยเจ้าแสดงธรรมะสอนธรรมะให้เราฟังอยู่ โอกาสของผู้นั้นย่อมจะเข้าได้เข้าถึงพระธรรมอันสูงสุดทั้งนั้น ส่วนในบรรดาศิษย์นี้ใครมีบุญวาสนาแต่หนหลังที่เคยปฏิบัติมาแต่อดีตชาติ มีนิสัยติดมาในชาตินี้ถ้าหากได้ลุล่วงละกิเลสได้หมดสิ้นเป็นหระอรหันต์ หรือพระอรหัตได้ ก็จะได้มีวิชาไว้สำหรับเป็นแนวทางของการปฏิบัตินิโรธสมาบัติ
คำว่า สมาบัติ ก็คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ รวมกันเข้า...มาสัมปยุตกันเข้ากับนิโรธ จึงเรียกว่านิโรธสมาบัติ ๘ สมาบัติ ๔ ก็มีเหมือนกัน คือมีแค่รูปฌาน ๔ ตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌานคือ เมื่อเข้ารูปฌาน ๔ ชำนิชำนาญดีก็เรียกสมาบัติ ๔ ทีนี้มาศึกษาในการทำอรูปฌานให้เป็นขั้นอีก ๔ เมื่อรวมกับรูปฌานอีก ๔ ก็เป็น ๘ เรียก
นิโรธสมาบัติ ๘
การเข้านิโรธสมาบัติ ๘ ตอนแรกอาจารย์ก็งงเต็มทีเหมือนกัน เพราะในหลักปริยัติเท่าที่ไปค้นคว้าไม่ได้บอกว่าทำอะไรก่อนอะไรหลัง คือจะเข้ารูปฌาน ๔ ก่อนแล้วเข้าสู่นิโรธหรือ แล้วต่อไปอรูปฌาน ๔ ทำให้ฟั่นเฟือนมาก ลองทำดูอยู่สี่ห้าวันไม่ปรากฏผลอะไรขึ้นมาก็ตรึกตรองดูว่าที่เราทำนั้นไม่ถูกแน่ คือเข้ารูปฌาน ๔ ก่อน แล้วก็ไปหลงเรื่องนิโรธว่าเข้ารูปฌาน ๔ แล้ว เข้าถีงนิโรธเหมือนกับทำวิปัสสนาน่ะ ให้ธรรมสัมปยุตแล้วก็ถึงพระนิพพานได้...ไม่ถูกต้อง คือผู้ที่หมดกิเลสแล้ว นิโรธ...นิพพานมีอยู่ที่จิตของผู้นั้นตลอดเวลา เพราะผู้ที่ได้เป็นพระอรหันต์แล้วละสังโยชน์ ๑๐ แล้ว จิตสงบอยู่ตลอดเวลา กิเลสดับหมดสิ้นแล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรจะมาทำวิเวกอะไรอีก วิเวก...นิโรธฝังอยู่ที่จิตมั่นคงแล้ว เมื่อพ้นจาก ๔๙ วันแล้วก็มั่นคง เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็เริ่มเข้ารูปฌาน ๔ ตอนแรก ๆ เราก็เข้าไปตามจังหวะ ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ให้มีลักษณะแต่ละฌานเกิดขึ้นจนชัดเจน เมื่อทำไป ๆ แล้วนานวันหลายเดือนเข้า การเข้าฌานที่จะต้องทำเป็นจังหวะ ๆ หนึ่ง...อยู่พักหนึ่งแล้วก็เข้าอยู่ฌาน ๒ พักหนึ่ง ฌาน ๓ พักหนึ่งและฌาน ๔ พักหนึ่งอย่างนี้...ไม่จำเป็นเมื่อชำนาญดีแล้วเข้าฌาน ๑ ถึงฌาน ๔ ได้เลย กำหนดที่จิตว่ากรรมฐานห้าก็ได้หรือไม่ว่าก็ได้ เพราะเรารู้จักฌานแล้ว กำหนดจิตเข้าไป ๑, ๒ แล้วกระตุกนิดหนึ่งแล้วก็ ๓ กระตุกขึ้นไปเรื่อยแล้วก็ ๔ เมื่อถึงรูปฌาน ๔ แล้วนั่งอยู่ให้นิ่งจะบริกรรมภาวนาบ้างก็ได้ถ้าจิตมันออกไปข้างนอก เช่นไปเที่ยวนึก ๆ คิด ๆ อะไรบ้าง แต่ถ้าจิตมันไม่นึกคิดอะไรมากนัก...นาน ๆ คิดสักครั้งหนึ่งอะไรนี่เราก็นั่งกำหนดจิตเฉยอยู่ว่านี่เราอยู่ที่ฌาน ๔
เมื่อฌานที่ ๔ เริ่มจับเราที่มือชาดีแล้วเกือบถึงข้อมือ หรือริมฝีปากเหน็บหรือลิ้นเหน็บ เราก็เริ่มเข้าอรูปฌานที่ ๑ อรูปฌานที่ ๑ อรูปฌานนี้ต้องเข้าเป็นตัว ๆ ไปให้ชัด อรูปฌานที่ ๑ ก็อัดลมหายใจเข้าให้เต็มที่แล้วพร้อมกับน้อมตัวไปข้างหน้า ถ้าเข้าได้ตัวของเราจะเหมือนกับพุ่งไปข้างหน้าแล้วยืดขึ้นข้างบนคล้าย ๆ กับว่าพ้นจากเขตตรงนี้ เมื่อถึงที่นั้นแล้ว อรูปฌานที่ ๑ เราถึงแน่แล้วก็จะปรากฏเห็นอากาศทั่วไป...แจ้งทั่วไปหมดเหมือนกับเราดูท้องฟ้า แต่ไม่ใช่เป็นสีเขียว มันเป็นสีขาว มองไปในทิศไหนเวิ้งว้างไปหมดที่จะขึ้น...(เข้า) อรูปฌานน่ะต้องบริกรรมภาวนาด้วย อรูปฌานที่ ๑ ใช้คำบริกรรมว่า "อากาโส อะนันโต" อากาโส อะนันโต อากาโส อะนันโต นั่งภาวนาอย่างนี้ เมื่อจิตตั้งดีแล้วจิตมันเป็นอุเบกขาอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อไปเข้าอรูปฌานอีกจิตนั้นยิ่งละเอียดกว่าอุเบกขาฌาน ๔ อีก ฉะนั้นจึงต้องอัดเข้าไป เมื่อถึงก็จะพบนิมิตเห็นอากาศเหมือนกับท้องฟ้าเว้งว้างไปหมด แล้วก็แจ้งทั่วไป หมายความว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่ออยู่อรูปฌานที่ ๑ นี้แล้วเราจะขึ้นไปอรูปฌานที่ ๒ ก็บริกรรมภาวนาอีก...ภาวนาว่า วิญญาณัง อะนันตัง วิญญาณัง อะนันตัง วิญญาณัง อะนันตัง แปลเป็นภาษาไทยก็ว่าวิญญานไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราภาวนาว่า วิญญาณัง อะนันตัง ภาวนาอยู่อย่างนี้จิตแนบดีแล้ว เราก็อัดลมหายใจอีก...ไปข้างหน้าอีก ไปข้างหน้าน้อย ๆ แล้วก็เหยียดขึ้นไม่หนัก อรูปฌานที่ ๒ นี้ไม่หนัก...ไม่เหมือนอรูปฌานที่ ๑ เพราะเรามีกำลังของอรูปณานที่ ๑ มาอยู่ที่จิตเราแล้ว อรูปฌานที่ ๒ คือ วิญญาณัง อะนันตัง หรือชื่อเต็มเรียกว่าวิญญานัญจายตนะ...ตามหลักพระปริยัติท่านเรียกชื่ออย่างนั้น ถ้าเราเข้าได้ถึงอรูปฌานที่ ๒ ก็จะมีนิมิตอีกเราเพ่งอยู่ข้างหน้าจะเห็นนิมิตเป็นเหมือนกับว่าแสงหิ่งห้อยมากมายเหลือเกิน หรือดวงไฟในท้องฟ้ายิบ ๆๆๆ อยู่ข้างหน้า มีแสงเป็นประกายแพรวพรายไปหมด นิมิตอันนั้นท่านหมายความว่า เปรียบเสมือนดวงวิญญาน
ความจริงวิญญานของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมันไม่มีตัวไม่มีตน แต่นิมิตที่เกิดให้เห็นอย่างนั้นคือจิตเห็นจิตนั่นเอง วิญญานเราเห็นผู้อื่นนั่นเอง ความละเอียดของจิตเห็นกันได้
เมื่ออยู่ที่อรูปฌานที่ ๒ ดูพอควรแล้ว ตอนนี้มือของเราก็ชาขึ้นมา เท้าก็ชาแต่ตัวไม่แข็งยังอ่อนไหวได้ เราก็บริกรรมภาวนาอรูปฌานที่ ๓ อรูปฌานที่ ๓
ชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ แต่คำบริกรรมไม่ได้บริกรรมตามชื่อของฌาน (คำภาวนา)...บริกรรมภาวนาว่า นัตถิ กิญจิ นัตถิ กิญจิ นัตถิ กิญจิ คือแปลว่าไม่มีอะไรแม้นิดหนึ่ง...แปลเป็นภาษาไทย เราบริกรรมอยู่อย่างนี้แล้ว เห็นว่าพอสมควรแล้ว เราก็อัดไปข้างหน้า...อัดลมหายใจ ต้องอัดลมหายใจทุกครั้ง อัดลมหายใจไปข้างหน้าแล้วมันก็พุ่งไปข้างหน้า...แล้วก็หยุดกึกถ้าถึงอรูปฌานที่ ๓ นี้แล้วจะมีลักษณะเห็นแจ้งอยู่ข้างหน้าหน่อยหนึ่ง...ไม่มาก คือนี่แปลว่าไม่มีอะไรแม้แต่นิดหนึ่งคือเห็นแต่เพียงมีความแจ้งอยู่ข้างหน้าแต่ไม่ใช่แจ้งเหมือนตะเกียงเจ้าพายุ...แจ้งธรรมดา ๆ เท่านั้น
เมื่อถึงอรูปฌานที่ ๓ ดีแล้วจะขึ้นอรูปฌานที่ ๔ ชื่อของอรูปฌานที่ ๔ ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เราบริกรรมว่า สันตัง ปะณีตัง ๆๆ ว่าเรื่อยไป ฌานนี้หนักมากเพราะละเอียดที่สุดและวังเวงเหลือเกิน รู้สึกว่าไม่รู้อยู่อยู่ที่ไหน วังเวงไปหมด จะรู้สึกมีความกลัวมีความหวาดเสียวเกิดขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ละกิเลสได้แล้วไม่มีที่กลัวอะไร ที่จะกลัวกันมากที่สุดไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็คือกลัวตายนั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่หมดกิเลสไม่มีกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์เจ้าแล้ว ความตายเป็นสิ่งธรรมดาไม่ได้มีครั่นคร้ามไม่มีหวาดเสียวไม่มีกลัวอะไรทั้งสิ้น การเข้าอรูปฌานที่ ๔ นี้ ถ้าเข้าถึงจะรู้สึกหายเข้าไปหมด ไม่รู้อยู่ที่ไหน และเดี๋ยวก็ถอยออกมา รู้สึกมีสัญญาจำนั่นได้นี่ได้นิดหน่อยว่า ที่เราเข้าไปนี้คืออรูปฌานที่ ๔ และเมื่อภาวนาอยู่เรื่อย ๆ เดี๋ยวก็หายอีก สัญญาไม่มี เวทนา...จะเป็นทุกขเวทนา สุขเวทนาต่าง ๆ ไม่มี...ดับสิ้น นี่สำคัญมาก...นี่เป็นอรูปฌานที่ ๔ เมื่ออยู่ที่นี่แล้วเราจะรู้สึกเดี๋ยวหายไป...เดี๋ยวคืนมา...รู้สึกตัว รู้สึกว่าเราอยู่ที่ฌานนั้นจำได้แล้วพอเราบริกรรมเรื่อย ๆ เดี๋ยวหายหมด ไอ้เรื่องลมหายใจหรือเรื่องรูปของเราไม่มีคำนึงถึงแล้วตอนนั้นเมื่อเข้าอรูปฌานแล้วรูปของเรานี้เราไม่ได้คำนึงถึงแล้ว จิตมันละไปในตัวจึงเรียกว่าอรูป อรูปคือไม่มีรูป
แล้วการออกก็เช่นเดียวกัน ลักษณะของการออกจากสมาบัติต้องถอยตั้งแต่อรูปฌานตัวที่ ๔ มาตัวที่ ๓ ถอยจากตัวที่ ๓ มาตัวที่ ๒ ถอยจากตัวที่ ๒ มาตัวที่ ๑ ถอยจากตัวที่ ๑ อรูปฌานออกมารูปฌานตัวที่ ๔ คืออุเบกขา และถอยตามลำดับลงมาเหมือนที่เราทำฌาน ๔ นี่เป็นอย่างนี้...ถ้าเราไม่ถอยออกมาตอนแรก ๆ เมื่อมาถึงที่อรูปฌานที่ ๑ จะมาสู่รูปฌานตัวที่ ๔ ของฌาน ๔ ถอยไม่ออก ตรงนี้เมื่ออาจารย์ทดลองทำตอนที่ยังมีกิเลสยังไม่หมดกิเลส ทดลองทำอรูปฌานดูเข้าได้ ๑, ๒, ๓ ถึงอรูปฌานที่ ๓ ตัวที่ ๔ ไม่กล้าเข้า เพราะมันวังเวงมากและกลัวตาย กลัว...ไม่รู้...ไม่รู้อยู่ที่ไหน และไม่รู้มันจะเป็นอะไรกลัวไปต่าง ๆ อาจารย์เคยถอยกลับมาถึงอรูปฌานตัวที่ ๑ คือ อากาสานัญจายตนะ และถอยออกมา...จะออกรูปฌานตัวที่ ๔ ถอยไม่ออก...ถอยติดเหมือนกับหลังติดกำแพง ถอยติด ๆๆ ทีนี้ก็นั่งเฉยอยู่...นั่งเฉย จิตมันก็มีความคิดบ้างนิด ๆ ว่า นี่มันจะบ้าหรือจะตายแน่...บางที ถ้าอยู่ตรงนี้ออกไม่ได้ แล้วเดี๋ยวมันก็ดับพรึบเพราะจิตนี้มีอุเบกขาเต็มที่ และมีรูปฌานด้วย มัน...โอกาสที่จะนึกคิดน่ะน้อยมาก เพราะจิตมันตั้งดิ่งแน่ว
แต่มีความรู้สึกบางครั้ง...สติมันระลึกขึ้นมาได้ และจิตมันก็รับรู้...มันก็ว่านั่นแหละมันว่าคือจะบ้า ไม่บ้าก็ตายอะไรอย่างนั้นแหละตามที่นึกคิดขึ้นมา ขณะที่นั่งอยู่ประมาณ ๑๐ นาที ก็ได้ยินเสียงเกิดขึ้นมา เสียงนี้ก็คือเสียงของเราภายในนั่นเอง หรือธรรมในธรรมนั่นเองสอนให้เรา เสียงดังว่าเข้ามาอย่างไรก็ออกไปอย่างนั้น...รู้ทันที ปัญญา...ตัวปัญญาก็รู้ทันที คือเมื่อเวลาเราเข้าจากอุเบกขาฌาน คือฌาน ๔ ไปสู่อรูปฌานที่ ๑ เราอัดลมหายใจเข้าไป ฉะนั้นเมื่อเราจะออกเราก็อัดลมหายใจกระแทกออกมาถอยหลังออกมา พอคิดได้เช่นนั้นก็ทำดังที่คิด ก็ออกได้จริง ๆ เมื่อออกจากฌาน ๔ มาถึงข้างนอกรู้สึกเสียใจตนเองว่าไม่เรียนอะไรเสียให้มันละเอียดลออ เข้าไปนี่ถ้าออกไม่ได้ อย่างนั้นไม่กี่วันมันก็ตาย ก็เลยไปถามท่านอาจารย์ดู...อาจารย์ที่สอนกรรมฐานให้ว่า อรูปฌานถ้าเราออกไม่ได้จะทำอย่างไรอาจารย์ ท่านอาจารย์บอกว่ามันอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน มันออกเอง ทีนี้ไอ้ตอนเราอยู่สี่ห้าวันน่ะ กินก็ไม่ได้กิน นอนก็ไม่ได้นอน ขี้อุจจาระปัสสาวะก็เหลวทั้งสิ้นมันจะอยู่อย่างไรเป็นเรื่องน่าคิด แต่อยู่น่ะอยู่ได้แน่เพราะตามพระสูตรก็กล่าวไว้ว่าพระที่เข้าสมาบัติ ๘ อยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน นั่งเฉยอยู่เหมือนกับหลักปักอย่างนั้น ใครจะเอาไฟไปจี้ก็ไม่มีสะดุ้งเพราะตอนนี้ละ ทิ้ง ซึ่งรูปเสียแล้ว
ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมาทำสมาบัติ นี้อีก ให้เราเข้าใจว่าผู้ปฏิบัติทั้งหลายมีศัตรูอยู่มาก มารนั้นมอยู่ ๕ คือกิเลสมาร อภิสังขารมาร ขันธมาร เทวบุตรมาร มัจจุมาร กิเลสมารก็ที่เราละ ๆ กันอยู่นั่นแหละ รัก โกรธ เกลียด กลัว ราคะ โทสะ โมหะ นั่นแหละเป็นกิเลสมาร อภิสังขารมารก็คือเวลาที่เราจะทำความดีหรือจะปฏิบัติกรรมฐานมันเกิดมามีอุปัทวเหตุตายไปเสึยก่อน เช่นรถคว่ำตายไปอย่างนี้ แล้วสำหรับขันธมารก็คือ โรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนตัวเรานั่นเอง ส่วนเทวบุตรมารนั้นรู้ยาก คือผู้ที่ถูกเทวดาเข้าสิงสู่หรือผีเข้า พูดให้ตรง ๆ ที่ว่าถูกกระทำจากไสยศาสตร์บ้าง ถูกน้ำมันผีน้ำมันพรายบ้าง ทำคุณไสย ใส่เอาบ้าง เช่นพวกผู้ชายบางพวก พวกเขาบ้าผู้หญิง ไม่สมหวังก็ไปเที่ยวหาหมอหาอาจารย์ไปเซ่นผีตายโหง เอาวิญญานมาใช้ให้เข้าสู่ร่างนี้เพื่อจะได้เอาตัวไปเป็นเมีย นี่เรียกว่าเทวบุตรมาร ไอ้มัจจุมารนั้นไม่มีอะไรแก้ได้ถึงเวลามันก็ตาย แก่ตายหรือเจ็บไข้ตาย หมดของกรรมดีคือกุศลแค่นั้น เรียกว่าสิ้นอายุมันก็ต้องตาย ทีนี้ที่เราทำสมาบัติไว้ต่อสู้ ๑ กิเลสมารและก็ ๒ ขันธมารโรคภัยไข้เจ็บบางชนิดที่ไม่รุนแรงเกินไป เราใช้สมาบัตินี้เข้าดับได้ สามารถบังคับให้โรคภัยนั้นหายไปได้ ทีนี้เทวบุตรมาร พวกศิษย์เคยพบบ่อย ๆ ที่อาจารย์ได้เคยแก้ใครต่อใครให้เห็นซึ่งหน้า ที่มีมาแรงแล้วแก้ชั่วระยะประเดี๋ยวเดียวไอ้เทวบุตรมารต้องหนีไปจากร่างคนนั้น...อยู่ไม่ได้ แก้มาหลาย ทุก ๆ ปี แก้เสมอ แต่ทีนี้ให้เราพึงเข้าใจว่าอย่านำวิชานี้ไปเที่ยวหากินเชียวนะ ถ้าใครรู้ แก้เพื่อ...เป็นความกรุณาเมตตาต่อผู้ลำบาก อย่าไปคิดแก้เอาเงินเอาทองเขา แค่รูปฌาน ๔ นี่ก็แก้ได้แล้วแต่ถ้าเทวบุตรมารอย่างสูง เช่น พวกเทพบางจำพวกเข้ามาสิงสู่ในร่างกายของผู้หนึ่งผู้ใด...ถ้าเรามีสมาบัติ ๘ อยู่แล้ว เราสามารถจะเจรจากับเทพผู้นั้นได้ ให้ออกให้เลิกจากการเบียดเบียนคนไข้นั้นเสีย กลับไปที่ ๆ เขาอยู่ ในบางครั้งถ้าเขาไม่ฟังเราเราก็สามารถที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ อ้า...เรียกว่าดัดสันดานได้ ทรมานได้ แต่ไม่ใช่ให้เขาตาย เช่นอธิษฐานอะไรขึ้นมา อธิษฐานรัดประคด หรืออธิษฐานเชือกอะไรให้มัดให้ติดอยู่กับอะไรก็ได้ เป็นระยะหนึ่ง พักหนึ่ง ครู่หนึ่ง ๆ จนกว่าจะละพยศ เมื่อละพยศแล้วเราก็ปล่อยไป หรือเราอธิษฐานในที่บางแห่ง เช่น ว่าไอ้เทพบุตรมารองค์นี้ร้ายกาจนัก เกะกะดื้อด้านด้วย อธิษฐานเสียไม่ให้เข้ามาในอำเภอนี้ในเขตอำเภอนี้ เมื่อเข้ามาให้เกิดไฟกรดขึ้น มันทนต่อความร้อนไม่ได้มันต้องหนีไปเอง ทำฤทธิ์ได้อย่างนี้แหละ ฤทธิ์นี่สูงมากมีประโยชน์อย่างนี้ คือวิชาทุกอย่างมีไว้สำหรับป้องกันตัว ป้องกันหมู่คณะ หรือไว้สำหรับแก้ไขหมู่คณะที่ได้รับความเดือดร้อนลำบากจากมารเหล่านี้นี่แหละ
การทำสมาบัติ นิโรธสมาบัติถ้าจะให้เข้มแข็งหรือรวดเร็วขึ้นต้องใช้การเพ่งกสิณด้วย แล้วก็จะได้ถือโอกาสต่อไปนี้แสดงถึงวิชาเพ่งกสิณสำหรับจะได้นำไปประกอบ คือการเพ่งกสิณนี้มีความเข้มแข็งในด้านเานมากและก็สามารถเข้าได้เร็ว ถ้าผู้ที่ยังไม่ชำนิชำนาญในเรื่องฌานธรรมดาไปฝึกกสิณเข้า กสิณมันติด...ลบไม่ออก..มันติดอยู่ในตา บางทีติดอยู่เป็นวันเป็นคืนอยู่นั่นจึงสอนไว้สำหรับรู้ ถ้าใครจะทำกสิณก็ทำได้ แต่อย่ากลัว
คือการเพ่งกสิณไฟอย่างนี้ เพ่งดวงเทียนก็ได้ดวงตะเกียงก็ได้เจ้าพายุก็ได้ การเพ่งก็คือเราลืมตาเพ่ง...เพ่งทั้งดวงอย่าไปเพ่งรูปตะเกียง เพ่งดวงตะเกียงดวงไฟที่มันติดแจ้งอยู่น่ะเพ่งไม่กะพริบตาและก็ภวานาว่า เตโช ๆๆ แล้วเราหลับตา พอหลับตาแล้วรูปดวงไฟนั่นมันจะติดในตาของเราเป็นดวงไฟดวงเดิมนั่นแหละ...ชัด บางทีรูปตะเกียงมันก็ติดเหมือนกัน แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียวมันก็ดับ...(รูปตะเกียง) จะเห้นแต่ดวงไฟที่ติด รูปที่ติดรูปรกนั้นเรียกว่า อุคคหนิมิต คือนิมิตติดตาแปลเป็นภาษาไทยเช่นนั้น...นิมิตติดตา
เมื่อรูปนิมิตติดตานั้นอยู่สักพักหนึ่งประเดี๋ยวมันก็จะดับเป็นสีดำ...เป็นวงกลมรัศมีจ้ารอบเป็นวงกลมหรือวงรูปไข่ตรงกลางนั้นมีสีดำ รอบ ๆ ข้างนั้นเป็นรัศมีเป็นแสงออกโดยรอบ แล้วเมื่อเพ่งไป ๆ ตรงกลางที่เป็นสีดำนั้นจะเริ่มขาวโพลนขึ้นมาเหมือนกับหินหยกลอยคว้างอยู่กลางอากาศบางทีก็แตกออกไปเป็น ๒ ดวง ๓ ดวง...อันนั้น นิมิตนั้นเรียกว่าปฏิภาคนิมิต ปฏิภาคนิมิตมาจากอุคคหนิมิตคือนิมิตติดตาในครั้งแรกนั่นเอง อย่างนี่เรียกว่าเพ่งกสิณเป็นแล้ว เมื่อเพ่งกสิณเป็นแล้ว จิตที่เพ่งกสิณนั่นมันเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตาเราก็เข้าฌาน ๒ โครมทันทีเลยไม่ต้องเข้าฌาน ๑ เข้าฌาน ๒ เลยทีเดียว กำหนดฌาน ๒ ขึ้นปีติขึ้นโครม ๆ นิมิตนั่นก็ที่แสดงไปแล้วตะกี้นั้นมันเป็นกสิณไฟ
สำหรับกสิณน้ำเราก็เพ่งได้อีกเหมือนกัน กสิณทั้งหมดมี ๑๐ อย่าง วิธีเพ่งกสิณน้ำก็คือเอาน้ำที่สะอาดอย่ามีตัวหรืออย่ามีขี้ขยะใส่ในถังหรือในบาตรก็ได้ สักครึ่งบาตรหรือครึ่งถังตั้งไว้ตรงหน้า ถ้าเป็นขันควรใส่น้ำให้เต็มขัน ให้ตามองเห็นน้ำที่เต็มขันนั้นเต็มเปี่ยม แล้วเราเพ่งไปที่น้ำนั้น ตามองดูอย่าหลับตานะ คำว่าเพ่งคือเราลึมตาอยู่ แล้วบริกรรมว่า อาโป ๆๆๆ ภาวนาอย่างนี้แหละสักพักให้รู้สึกจิตตั้งดีแล้วจิตไม่เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มา แล้วอาโป ๆๆ แล้วเราก็หลับตา พอหลับตาเราจะเห็นน้ำที่อยู่ในภาชนะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรานั่นแหละใสแจ๋ว สักประเดี๋ยวหนึ่งที่เราเห็นน้ำนั้นก็ตรงกับที่บอกไว้แล้วนั่นคือเป็นอุคคหนิมิต เรียกว่านิมิตติดตาหรืออุคคหนิมิต แล้วมันจะดับเป็นรูปสีดำเป็นวงกลม เป็นวงกลมข้างในเป็นดำ ดำมืดแต่ข้าง ๆ เป็นรัศมีจ้ารอบวงกลมนั้น แล้วเราเพ่งไป ๆ จนมัน...แสงจ้าหมดทั้งวง เกิดเป็นเหมือนกับกสิณไฟ พออย่างนั้นแล้วจะเห็นรัศมีอยู่รอบเป็นแสงประกาย เราก็กำหนดจิตเข้าฌาน ๒ ขึ้น โครม ๆๆๆ นิมิตนั้นก็ติดอยู่ด้วยไปถึงฌาน ๔ นิมิตนั้นก็ยังติดอยู่ ยิ่งชัดเข้า ขั้นถึงฌาน ๔ แล้วกำหนดเข้าอรูปฌานไปเลย
การเพ่งกสิณอื่น ๆ ก็เพ่งได้เช่นเดียวกัน แต่ละอย่างก็มีลักษณะของตน แต่มีลักษณะที่ติดตาเหมือนกันทุกอย่าง เพ่งสิ่งใดสิ่งนั้นก็ติดตา เมื่อเราหลับตาแล้ว นั่นถือว่าเราเพ่งกสิณติดแล้ว หรือเพ่งกสิณเป็นแล้วกสิณมีอยู่ ๑๐ อย่าง แต่ไม่จำเป็นจะต้องสอนให้ครบมันมากไป สอนให้เพียง ๒ อย่างนี้พอ ของหาง่าย...กสิณดินหรือสีเขียว สีแดง สีเหลือง สีขาว ต่าง ๆ นี้มันต้องทำต้องหาเครื่องมาทำเป็นรูปเข้า มันลำบากหรือเพ่งอากาศเพ่งช่องว่าง...เพ่งช่องว่างที่หน้าต่างน่ะก็เป็นกสิณได้ ส่วนสีดำท่านห้ามไม่ให้เพ่ง
ทีนี้สำหรับผู้ที่เพ่งกสิณ น้ำหรือไฟเป็นแล้ว กสิณอื่น ๆ ก็ไม่ยาก กสิณมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์มาก ผู้ที่เพ่งกสิณติดแล้ว เช่นเราเห็นไฟไหม้อยู่จะไหม้บ้าน ไหม้ป่าก็ตาม เราก็เพ่งกสิณน้ำไปที่ไฟนั้น แล้วอธิษฐานที่จิตให้ไฟนั้นดับได้ หรือบางทีฝนฟ้าก็ตกลงมาช่วยได้อย่างนี้ แต่อีกอย่างหนึ่งจะไม่สอนอันตราย ไฟน่ะ...บอกไว้ให้เท่านั้น เดี๋ยวคนซุกซนนำไปใช้ในทางผิด สำหรับผู้ที่ได้ถึง...เมื่อเพ่งกสิณเข้าฌานไปถึงฌาน ๔ แล้วเข้าสมาบัติก็เข้าเป็นตัว ๆ เหมือนกับที่แสดงไว้แล้วเมื่อตอนต้น กสิณจะไปดับเมื่อถึงอรูปฌานที่ ๓ กสิณดับเอง เมื่อกสิณดับแล้วก็เข้าอรูปฌานที่ ๔ ได้ ถ้ากสิณยังไม่ดับก็เข้าไปไม่ได้ เพราะจะมีรูปติดเข้าไปไม่ได้...กสิณมันเป็นรูปในอรูปณานที่ ๔ นี้ติดเข้าไม่ได้ ถ้ายังติดอยู่ก็หมายความว่าอรูปฌานที่ ๓ ยังไม่เต็ม ถ้าติดอยู่ที่อรูปฌานที่ ๓ เราก็ละเสีย เดี๋ยวเดียวมันก็ดับ ใช้คำว่า "ละ" นั้นแหละเป็นตัววิปัสสนา ทีนี้สำหรับเกี่ยวกับเราจะอธิษฐานในเรื่องใด ๆ ที่จำเป็น เช่นว่ามีศัตรูคิดมุ่งร้ายหมายขวัญจะทำลายเรา เมื่อเราทำกสิณชำนาญดีแล้วเราอธิษฐานธรรมดาคือ ถ้าผู้ได้แค่ฌาน ๔ เพ่งกสิณ แล้วเข้าฌาน ๔ ไปก่อน เข้าไปถึงฌานที่ ๔ แล้วถอยออกมาที่ฌาน ๑ ยกมือขึ้นพนมขออนุภาพจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และก็ครูอาจารย์ที่สอนเรา อธิษฐานตามที่เราต้องการ แล้วก็เข้าไปอยู่ที่ฌาน ๔ ไม่ต้องทำวิปัสสนา อยู่นานครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงก็ตามแต่แล้วถอยออกมา
นี้สำหรับผู้ที่ทำได้สมาบัติ ๘ ไม่ต้องถอยออกมาอธิษฐาน เมื่อเข้าไปถึงอรูปฌานที่ ๓ คืออากิญจัญญาตนะ อธิษฐานในอรูปฌานที่ ๓ นั้นเลย อธิษฐานเสร็จแล้วเข้าไปอรูปฌานที่ ๔ เลยอยู่นานชั่วโมงหนึ่งหรือครึ่งชั่วโมงก็ตาม เมื่อธรรมนั้นเป็นสัมปยุตดีแล้วก็ถอยออกมา อานุภาพสูงกว่าผู้มีแค่ฌาน ๔ ฉะนั้นผู้ที่มีแค่ฌาน ๔ เกิดมาอวดดีมาเล่นกับผุ้มีอรูปฌาน ๔ คือ เรียกว่าสมาบัติ ๘ ผู้ที่ได้สมาบัติ ๔ มาแข่งดีกับผู้ที่มีสมาบัติ ๘ ก็ต้องแพ้แก่ผู้ที่มีสมาบัติ ๘ นี่มีประโยชน์อย่างนี้
ให้เราพึงเข้าใจว่าในหมู่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายมีมารอยู่รอบด้านเพราะชั้นอาจารย์มีอยู่มากมายและอาจารย์ดังในปัจจุบันที่เป็นพระเป็นเจ้าที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ ล้วนแต่เป็นพระอาจารย์ที่ขลังในด้านไสยศาสตร์แทบทั้งนั้น นี้ด้านไสยศาสตร์ที่เรียกว่ามายาศาสตร์หรือไสยศาสตร์เป็นศาาสตร์ที่ทำลายผู้อื่น...ผิดมาก เบียดเบียนผู้อื่นทั้งนั้น ในเมื่อเรามีในทางสัมมาทิฏฐิเรามีวิชานี้ในสัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้ที่ทำเรามาหรือทำบริวารของเราผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามเราสามารถที่จะทำลายสิ่งหล่านั้นได้ เช่น เขาทำอาถรรพ์อะไร เขาผูกเขาตรึงอะไรไว้ตามหลักไสยศาสตร์ เราสามารถที่จะอธิษฐานถอนได้สิ้น การอธิษฐานถอนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อเราจะถอนในที่ตัวคนใดหรือในสถานที่ใดที่เขาทำอะไรไว้ เราจงใช้มือ...นิ้วของเรานี้...อธิษฐานที่นิ้วของเราให้เป็นนิ้วเพชรหรือให้เป็นมือไฟกรดก็ได้ อธิษฐานเสร็จแล้วให้เราวนกลับอย่าวนไปตามทักษิณา...วนถอยหลังพร้อมกับภาวนากรรมฐาน ๕ ถอยหลัง ว่าถอยหลังอย่างเดียวอย่าว่าเกศา โลมา...ให้ว่า ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา สิ่งที่เขากระทำไว้นั้นจะเปลี่ยนไปหมดสิ้นหรือจะให้ดีจะเอาน้ำมาอธิษฐานก็ได้ แต่อย่าคิดว่าเป็นน้ำมนต์เข้านะ ผิดวินัย ผิดศีล...น้ำอธิษฐานเพื่อทำลายล้างอาถรรพ์หรือไสยศาสตร์เหล่านั้นได้ นี่วิธีแก้
|
|
|