วัดถ้ำขวัญเมืองเรืองรอง
  ขอเชิญคณะศิษยานุศิษย์วัดถ้ำขวัญเมืองและพุทธศาสนิกชนร่วมงานยกยอดฉัตรพระเจดีย์ทองคำวัดถ้ำขวัญเมือง ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ยกยอดฉัตร  
หน้าแรก | เกี่ยวกับวัด | ประวัติวัด | ประวัติหลวงปู่ | ธรรมะ | ถาม/ตอบปัญหาธรรมะ ติดต่อเรา
 
 
 
ประวัติหลวงปู่สรวง ปริสุทฺโธ

อัตตชีวประวัติพระครูภาวนาภิรมย์ (หลวงพ่อสรวง ปริสุทฺโธ)
นามเดิม สรวง นามสกุล เกษธำรง เกิดเมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๒ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีระกา ณ บ้านนาคราม ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร บิดาชื่อ นายหวั่นเซี่ยว มารดาชื่อ นางลิ่น มีน้องอีก ๒ คน เป็นชาย ๑ คน เป็นหญิง ๑ คน หลวงพ่อเล่าว่าเมื่อแรกเกิด ญาติได้นำผ้ามารับไว้แล้วนำไป วางไว้ที่ซองประตู และพากันลืมท่านเพราะในขณะนั้นแม่มีการหนักเนื่องจาก จากตกเลือด ทุกคนจึง ต่างมุ่งแต่จะช่วยชีวิตแม่ เผอิญคุณป้ามาถึงถามว่าเด็ก อยู่ที่ไหน ผู้ที่นำผ้าไป รับเด็กจึงนึกได้ เมื่อไปอุ้มขึ้นมาปรากฏว่ามีมดเต็มหู ท่านไปหมด จึงนำไป อาบน้ำทำความสะอาด เด็กจึงร้องออกมาได้หลวงพ่อ เป็นเด็กขี้โรคเลี้ยงยาก รูปร่างผ่ายผอม เพราะเจ็บป่วยเป็นประจำอยู่ตลอดปีพออายุได้ ๔ ขวบ บิดาของหลวงพ่อได้ถึงแก่กรรม หลังจากนั้นอีก ประมาณปีเศษคุณตาของท่านก็จัดการให้มารดาของท่าน แต่งงานใหม่กับคนจีน ตาเลี้ยง
ของท่านเป็นคนดีให้ความรัก เมตตาท่านเสมอกันกับบุตรของท่านเอง มารดาของท่านมีบุตร กับสามีใหม่อีก ๒ คนเป็นหญิงทั้งคู่ ชีวิตของเริ่มเปลี่ยนแปรไป เมื่อมารดาของท่านคลอดบุตรคนเล็กได้เพียง ๓ วัน ก็ถึงแก่ กรรมลงหลวงพ่อต้องกำพร้าบิดามารดาเมื่ออายุเพียง เพียง ๗ ขวบ นับว่ายัง เด็กมาก เมื่อหมดที่พึ่งป้าจึงนำน้องชายไปเลี้ยง ส่วนน้องสาวไปอยู่กับน้า สำหรับ ตัวท่านคุณตาพาไปอยู่ด้วย การอยู่กับคุณตาต้องขี่ควายนำฝูงประมาณ ๓๐ ตัว ไปเลี้ยงร่วมกับพี่ชาย ซึ่งเป็นลูกของลุง แต่เนื่องจากยังเด็กมากวันหนึ่ง ท่านมัวแต่ หลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงพี่ชายเรียกก็ตกใจตื่น ลุกขึ้นมาได้ ก็ยืนปัสสาวะ โคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งพี่ชายทราบว่ามีเทวดาอาศัยอยู่ พี่ชายจึงไป ฟ้องคุณตาคุณตา โกรธนำท่านไปถวายวัดให้อยู่กับ พระอาจารย์ดำ จนฺทสโร เจ้าคณะอำเภอสวี หลวงพ่อเริ่มหัดอ่านหนังสือกับพระชื่อ แคล้ว ซึ่งไม่เข้าใจ วิธีการสอนหนังสือเด็ก สอนให้ท่องจำทั้งพยัญชนะและสระ หากถามแล้วตอบไม่ได้หรือตอบผิด จะต้องถูกเฆี่ยนด้วย
ไม้ข่อยที่ก้นคำละ ๑ ทีจนหลวงพ่อสุดจะทนได้แอบหนีลง ไปซ่อนในเรือมาดข้างวัดตลอดคืน ทางวัดช่วยกันค้นหาเท่าไรๆก็ไม่พบในที่สุดเมื่อใกล้รุ่งหลวงพ่อทนหิวน้ำไม่ไหว จึงคลานออกมาขอโทษ อาจารย์ดำ จนฺทสโร เจ้าอาวาสวัดสวี ชี้แจงสิ่งที่ได้กระทำไปซึ่งท่านอาจารย์ก็เข้าใจ และเปลี่ยนให้ไปเรียนกับท่านอาจารย์์โดย ตรง และเรียนจบ ป.๔ ที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลสวี วัดสวีนั่นเอง
 
การศึกษาและการทำงาน
            ท่านเข้าเรียนโรงเรียนประชาบาล จบแล้วก็ไปเรียนรัฐบาลที่อำเภอสวี มีครูช่วง จันทร์แก้ว เป็นครูประจำชั้น หลวงพ่อเป็นคน เรียนเก่ง มีความขยันหมั่นเพียรสอบไล่ได้ที่ ๑ ที่ ๒ ตลอดมาเมื่อเรียนจบชั้น ม.๑ ซึ่งเป็นชั้นเรียนสูงสุดของอำเภอสวี หากจะ เรียนต่อชั้นสูงขึ้นไปต้องเดินทางไปเรียนที่อำเภอหลังสวน ประกอบกับท่านอาจารย์ไม่มีเงินที่จะส่งเสียเล่าเรียนได้ฉะนั้นจึง ต้อง หยุดเรียนเพียงเท่านั้น ในช่วงนั้นคิดว่าจะบวชเณร จึงได้ท่องหลักพระปริยัติธรรม,ธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติจนจำได้ ท่องคำขอบรรพชาได้หมดและยังได้อ่านวินัยบัญญัติสำหรับภิกษุด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้หลวงพ่อรู้อย่างแน่ชัดว่าอาจารย์ของ ตนทำผิดศีล ขั้น "ครุกาบัติ" ทำให้ท่านไม่สบายใจเป็นอย่างมาก จะหนีออกจากวัดไปให้พ้นก็ใช่ที่ จึงนำเรื่องราวที่ได้พบได้เห็นทั้งหมดไปเล่าให้น้า
ฟัง กลับถูกน้าด่าว่า จนหมดกำลังใจเกือบจะฆ่าตัวตาย พอดีมีพระในวัดมาห้ามไว้และคิดหาทาง แก้ โดยเขียนสิ่งที่อาจารย์ทำผิดไปติดไว้ที่ส้วม ทำให้อาจารย์โกรธอย่างมาก จึงแจ้งเรื่องไปยังเจ้าคณะจังหวัด ทางจังหวัด ได้ตั้งกรรมการมาสอบหาข้อเท็จจริง แต่ในที่สุดเรื่องกลับเงียบหายไปกลายเป็นอธรรมเป็นฝ่ายชนะ เลยไม่ได้บวชเณรดังที่ตั้ง ใจเอาไว้ หลวงพ่อได้ออกจากวัดไปเก็บตัวที่บ้านมิให้ถูกทำร้ายหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น หลวงพ่อเกิดเสื่อมศรัทธา เกือบจะไม่นับถือพุทธศาสนาอีกจึงหันไปศึกษาค้นคว้าคัมภีร์ ของศาสนาคริสต์ ก็เชื่อไม่ลง เพราะไม่มีเหตุผลไปศึกษาศาสนาอิสลามก็เชื่อไม่ลงอีกเช่นกัน จึงได้เสาะแสวงหาความรู้ไป เรื่อย ๆ และหันไป ศึกษาทางไสยศาสตร์ สามารถทำพิธีทางไสยศาสตร์ได้หลายอย่าง เช่น สามารถเรียกจิตให้คนมาหาได้ เป็นต้น ทั้งยังแก้การกระทำของผู้ที่ถูกคุณไสยได้ด้วย แต่ก็เป็นไปในทางโลกียะทั้งสิ้น ระยะที่หลวงพ่อเล่นทางไสยศาสตร์ นี้มีอายุ
เพียง ๑๖ - ๑๗ ปี เท่านั้นในช่วงนั้นก็ช่วยคุณน้าทำสวนตลอด เมื่ออายุ ๑๗ ปี ได้สมัครเป็นครูประชาบาลสอนอยู่ที่ โรงเรียนประชาบาลวัดหัวเขา ( วัดโพธิเกษตร ปัจจุบัน ) อำเภอสวี เมื่อสมัครเป็นครูได้ ๑ ปี ทางอำเภอรัตภูมิ มณฑลนครศรีธรรมราช ( ปัจจุบันเป็นจังหวัดสงขลา ) ได้ประกาศรับสมัครบุคคลเข้าเรียนครูมูล หลักสูตรเร่งรัด ๒ ปี โดยไม่จำกัดพื้นความรู้เดิม ซึ่งมีผู้สมัครเรียนทั้งหมดภายในมณฑล ซึ่งมีอยู่ ๗ จังหวัด รวม ๒๙ คนการเรียนครูมูลรัฐบาล เป็นผู้ให้ทุนเรียนฟรี พร้อมอาหารและที่พักฟรี ส่วนหนังสือตำราเครื่องนุ่งห่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผู้เรียนต้องออกเอง ในขณะ นั้นหลวงพ่อไม่มีเงิน จึงต้องนำที่ดินของมารดา ๒ ไร่ ไปจำนองไว้กับน้าเส้ง พุ่มคง ในราคา ๘๐ บาท เพื่อนำเงินมาเป็นค่า ใช้จ่ายในการเรียน หลวงพ่อเริ่มเรียนครูมูลในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูตอนนั้นคือ อาจารย์ช่วง ชนะณรงค์ แต่ละวันต้องเรียน ภาคทฤษฎี ๔ ชั่วโมง และภาคปฏิบัติอีก ๔ ชั่วโมง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะต้องพิจารณาคะแนน จากการงานและความประพฤติ ใน จำนวนนักเรียน ๒๙ คน หลวงพ่อสามารถทำคะแนนได้ดังนี้
ความประพฤติ ได้คะแนนในลำดับที่   ๑
การงาน ได้คะแนนในลำดับที่   ๒
คะแนนรวมคะแนนรวม ได้คะแนนในลำดับที่   ๕
อายุ ๒๑ ปี หลวงพ่อสำเร็จการศึกษา ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูใหญ่ในทันที ณ .โรงเรียนประชาบาลตำบลทุ่งระยะ (ชุมแสง)ได้รับเงินเดือน เดือนละ ๑๕ บาท เมื่อยังไม่ทราบผลการสอบไล่ พอถึงเดือนกันยายน ๒๔๗๓ ทราบผลการสอบไล่ได้เพิ่มเป็นเดือนละ ๓๐ บาท และทำการสอนวิชาเลข ภาษาไทย ประวัติศาสตร์และอื่น ๆ ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษไม่ได้สอน สอนอยู่ที่โรงเรียนประชาบาลทุ่งระยะได้ ๕ ปี ๑๕ วัน จึงมีคำสั่งย้ายด่วนให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ เป็น ครูใหญ่โรงเรียนประถมการช่างที่จังหวัดชุมพร ในเดือนกรกฎาคม ๒๔๗๘
                  หลวงพ่อได้อุปสมบทตามประเพณีเมื่ออายุ ๒๓ ปี หลังจากเข้ารับราชการครูได้ ๒ ปี จึงลาบวชได้ ๑๕ วัน ณ วัดดอนสะท้อน ตำบลปากแพรก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ เมื่อบวชอยู่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยบ้างเล็กน้อยและนั่งสมาธิเองโดยไม่บริกรรม ภาวนาอะไรเลย นั่งนิ่ง ๆ เฉย ๆ แต่จิตใจสงบมากรู้สึกว่ามีความสุขสงบทำให้ไม่อยากสึกจึงขอ ลาราชการต่ออีก ๔ วัน ครั้นได้บวชอยู่เป็นเวลา ๑๙ วัน ใจไม่อยากจะสึกเลยถึงกับร้องไห้ แต่ จำเป็นต้องลาสิกขาเพราะต้องทำงานใช้หนี้ทุนรัฐบาลถ้าไม่ทำงานใช้ต้องเสียเงินให้รัฐบาลเป็นจำนวนเงินถึง ๔ พันกว่าบาท จึงต้องจำใจลาสิกขาด้วยใจที่อาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่งหลวงพ่อไปเป็นครูใหญ่อยู่โรงเรียนประถมการช่าง (วิทยาลัยเทคนิคชุมพร ปัจจุบัน ) ได้ ๒ ปี ก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นครูรัฐบาลสังกัดกรมอาชีวศึกษา ได้รับเงินเดือน เดือนละ ๓๔ บาท (พ.ศ. ๒๔๘๐) เมื่อไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนประถมการช่างใหม่ ๆ มีนักเรียนเพียง ๑๖ คนล้วนแต่เป็นเด็กที่เกเรเหลือขอจนกระทั่งครูใหญ่คนก่อนต้องขอย้ายไป เมื่อเป็นครูใหญ่อยู่ที่ นี่ก็ต้องทำงานหนักมาก หลักสูตรการเรียนการสอนไม่มีเลย อาศัยความรู้เมื่อครั้งที่ไปเรียนฝึกหัดครู ฯ ร่างหลักสูตรขึ้นมาเองทั้งหมด ได้เอาใจใส่ทุ่มเทให้กับการงานอย่างจริงจัง ปราบนักเรียนเกเรจนอยู่ในโอวาททุกอย่าง เรียนจบทุกคน
การศึกษาและการทำงาน
          ก็เป็นที่ยอมรับของจังหวัด หลวงพ่อได้ครองถ้วยชนะเลิศบาสเกตบอลและแบดมินตัน หลายสมัยด้วยกัน ท่านสอนอยู่โรงเรียนประถมการช่างชุมพร ได้ ๘ ปี
ชนะเลิศแบตมินตัน
พ.ศ.๒๔๗๕
แข่งขันบาสเกตบอลกับ
ร.ร.จีนทีมหัวเขียว
จบการศึกษาฝึกหัดครู
พ.ศ. ๒๔๗๓
วันพุธ ที่ ๒๔ ก.ค.
พ.ศ. ๒๕๐๖
๑๗ กรกฎาคม ๒๔๘๔ หลวงพ่อได้ลาออกจากราชการ เพราะมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรในสมัยนั้น ภายหลังจากออกจากราชการแล้วได้ประกอบอาชีพส่วนตัว ด้วยการรับเหมาก่อสร้าง รับจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่ภาคใต้ที่ ยะลา เบตง และทุ่งสง นครศรีธรรมราช

ประวัติครอบครัว
         ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ได้อยู่กินกับโยมอุปัฏฐากคนแรกชื่อ ผาย นามสกุลเดิม ทองคำ มีบุตรด้วยกัน ๔ คน เป็นชาย ๒ หญิง ๒ คือ
                ๑. ด.ช.อนุ แซ่ลิ่น ถึงแก่กรรมเมื่อยังเด็กอายุ ๗ ขวบ
                ๒. ด.ญ.สุดา แซ่ลิ่น ถึงแก่กรรมเมื่อยังเด็กอายุ ๖ ขวบ
                ๓. นางอุษา เกษธำรง ปัจจุบันเกษียณอายุราชการในตำแหน่งสุดท้ายหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป
                     สำนักงานการปะถมศึกษา อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
                ๔. นายวีระ เกษธำรง ปัจจุบันทำงานส่วนตัวอยู่ที่อำเภอละงู จังหวัดสตูล ต่อมา โยมอุปัฏฐากคนแรกได้ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓        
         ได้แต่งงานใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔กับโยมอุปัฏฐากคนปัจจุบัน ชื่อ สมศรี อนุเผ่า มีบุตรด้วยกัน ๒ คนคือ
                ๑. นายชัชวาล เกษธำรง ปัจจุบันรับราชการในหน่วยงานอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร เป็นลูกจ้างประจำ
                ๒. นางฤดี แจ้งใจ ปัจจุบันเกษียณก่อนอายุราชการ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นครูโรงเรียนบ้านท่าแซะ อ.ท่าแซะ จังหวัด ชุมพร
                     สามีเป็นอดีตศึกษานิเทศก์

ก่อนที่หลวงพ่อตัดสินใจบวชไม่สึก มีเหตุการณ์สืบเนื่องกันมาจากงานรับเหมาของท่านหมดลงจึงได้ไปติดต่องานที่ บริษัทปูนซีเมนต์ ตำบลท่าวัง อำเภอทุ่งสง วันหนึ่งหลังจากมีงานเลี้ยงกันในพวกที่ทำงานร่วมกัน ท่านได้ขี่จักรยานกลับบ้านเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม สวนกับรถ๑๐ ล้อ จึงหลบรถ ทำให้ท่านตกลงไปในคูข้างถนน แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรท่านมาคิดสังหรณ์ใจว่าหากมีชีวิตเป็นฆราวาส สักวันหนึ่งคงประสบอันตรายถึงชีวิตต่อมาประมาณ ๗ วันก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีก โดยรถสอง แถวขับมาเฉี่ยวรถจักรยาน ของท่านทำให้ล้มลง บาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณคิ้วแตกเย็บ ๓ เข็ม ท่านจึงค่อนข้างแน่ใจว่าหากไม่บวชคงต้องตายโหงแน่ พอดีได้ข่าวว่าคุณน้าที่สวี หกล้มหัวแตกเลยกลับมาเยี่ยม คุณน้าเล่าให้ฟังว่า มีพระธุดงค์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำขวัญเมือง ๑ รูป
ท่านนั่ง กรรมฐานเก่งเป็นพระปฏิบัติทางด้านสมถวิปัสสนาสามารถทำฌานได้จึงให้คุณน้าพาไปพบท่าน ได้เรียน ถามถึงเรื่องการทำสมาธิ คือรูปฌาน ๔ ท่านก็อธิบายให้ฟังได้และอุบาสกอุบาสิกาศิษย์ของท่านก็ทำได้ ตัวท่านเองก็สามารถเห็นนิมิตต่าง ๆ ได้ เมื่อได้พบกับครูอาจารย์ที่ทำฌานเป็น ซึ่งหลวงพ่อท่านได้เสาะ แสวงหามานาน ยังไม่เคยพบอาจารย์ องค์ไหนทำฌาน ๔ เป็น จึงคิดอยากจะบวช เมื่อกลับไปบ้านคุณน้า ก็นอนคิดอยู่ คุณน้าก็ก็พูดว่า "บวชเสียเถอะ ขืนเที่ยวอย่างนี้ตายไปคงไม่มีใครพบกระดูกแน่" และน้อง - สาว ( ลูกคุณน้า ) ยังได้พูดสบประมาทและท้าทาย ว่า "หากบวชได้จะให้ผ้าไตร ๑ ชุด ถ้าไม่บวชจะไม่ ่ให้เข้าบ้าน" ท่านรู้สึกโกรธจึงรับคำท้านั้นว่า "ถ้าซื้อมาเมื่อไรจะบวชทัน ที" คุณน้าของท่านรู้ดีว่าท่าน เป็น คนพูดจริงทำจริง จึงได้ไปซื้อผ้าไตรมาให้ และวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลวงพ่อได้บวช ณ วัดโพธิเกษตร อำเภอสวี มี พระครูวิจิตรกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เพ็ชร เป็นกรรมวาจาจารย์ บวชแล้วมาจำพรรษาอยู่วัดถ้ำขวัญเมืองกับ พระอาจารย์ทองเชื้อ ฐิตสิริ ซึ่งเป็นศิษย์กรรมฐานของ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล พอตอนเย็นพระอาจารย์ทองเชื้อก็เขียนกรรมฐาน ๕ (เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ)ให้ไปท่องบริกรรมภาวนา ท่านจึงขออนุญาตไปภาวนาที่กุฏิเพราะอาย อุบาสกอุบาสิกาที่เขาทำฌาน กันเป็นแล้ว เมื่อภาวนา กรรมฐาน ๕ ได้ไม่กี่นาที ฌาน ๒ อุพเพงคาปีติ ก็ขึ้นทันทีสั่นไปทั้งตัว เสียงดังโครมครามไปหมดได้แค่ฌาน ๒ เท่านั้นก็เห็นนิมิตตัวเองนั่งอยู่ข้างหน้าแต่เป็น คฤหัสถ์อยู่ เห็นครึ่งตัวสวมเสื้อยืด คอแบะสีน้ำตาล ไว้ผมยาวหวีแสกข้าง สักประเดี๋ยวก็เห็นขันน้ำมาวางอยู่ข้างหน้า มีน้ำใสอยู่เต็มขันก็รู้ขึ้นมาทันทีว่า อ๋อ น้ำใส เต็มขันนั้นเป็นปริศนา เปรียบเทียบ เหมือนจิตเรานั่นเอง เพราะจิตไม่มีตัวตน เมื่อออกจากกรรมฐานแล้วจึงไป เล่าให้อาจารย์ ้ฟัง ท่านอาจารย์ก็ถามว่า "หลวงน้า ( หมายถึงหลวงพ่อ) เห็นอย่างนั้นหรือ" ก็ตอบท่านว่า " เห็น" อาจารย์ทองเชื้อก็พยากรณ์ว่า "ผู้ที่เห็นนิมิตอย่างนี้มีน้อย(คือผู้ที่เห็นตัวเองออกมานั่งอยู่ข้าง หน้าอย่างนี้)เป็นผู้มีวาสนาสามารถปฏิบัติให้บรรลุถึง นิพพานในชาตินี้ได้"หลวงพ่อท่านก็ตอบอาจารย์ของ
ท่านว่า"กระผมไม่ได้คิดอะไรถึงขั้นนั้นครับท่านอาจารย์ เพราะผมไม่รู้ ว่า นิพพานไปทางไหน" ในขณะที่ทำฌาน ๒ ได้แล้วนั้นรู้สึกเกิดความอิ่มเอิบใจเป็นที่สุด มีความมั่นใจและเชื่อมั่นถึงคำสั่ง สอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเป็นของแท้แน่นอนเมื่อบวชแล้วท่านอาจารย์ผู้สอนเรายังไม่รู้ก็จะแสวงหาอาจารย์ ผู้รู้ต่อไปไม่คิดกลับบ้านแน่นอน เมื่อบวชแล้ต้องเรียนให้รู้ ถ้าไม่รู้ก็ขอสู้แค่ตาย และหลวงพ่อท่านก็ได้ ้รู้ซึ้งถึงพระธรรม สมปรารถนา มีเหตุการณ์ที่หลวงพ่อจะออกไปจากวัดถ้ำขวัญเมืองหลายครั้ง เพราะวัดนี้ใครมาอยู่ก็มักจะอยู่ไม่ได้ แต่วันหนึ่ง มีเทวดาหกองค์มาทำอัญชลี นิมนต์ให้หลวงพ่ออยู่ตลอดไปซึ่งหลวงพ่อก็รับคำนิมนต์และสามารถอยู่จนสิ้นอายุของท่าน
 
   
© สงวนสิขสิทธ์ ๒๕๔๙ วัดถ้ำขวัญเมือง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จัดทำโดย webmaster