วัดถ้ำขวัญเมืองเรืองรอง
  ขอเชิญคณะศิษยานุศิษย์วัดถ้ำขวัญเมืองและพุทธศาสนิกชนร่วมงานยกยอดฉัตรพระเจดีย์ทองคำวัดถ้ำขวัญเมือง ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ยกยอดฉัตร  
หน้าแรก | เกี่ยวกับวัด | ประวัติวัด | ประวัติหลวงปู่ | ธรรมะ | ถาม/ตอบปัญหาธรรมะ ติดต่อเรา
 
 
 
ถาม/ตอบปัญหาธรรมะ
การปฏิบัติธรรมสมถ, วิปัสสนากรรมฐาน
     ฌาณ ๔
    ๑. การทำฌาน ๒ โดยใช้มือสั่นช่วย เพื่อให้เกิดอุเพงคาปีติอย่างแรง เมื่อทำไปแล้วไม่แน่ใจว่าการที่มือสั่นหรือกายสั่นนั้น เกิดจากการใช้กำลังกำลังกายช่วยหรือเกิดจากอุเพงคาปีติอันเป็นผลของสมาธิ?
    ๒. การโยกตัวนับเป็นอุบายอย่างหนึ่งที่ทำให้จิตตื่นตัว นอกจากนี้ยังทำให้นั่งได้นานโดย ไม่ปวดเมื่อยและจิตไม่ตกอยู่ในภวังค์ ขอเรียนถามว่าถ้าทำฌาน ๒ โดยใช้วิธีแยกตัวแทนการสั่นมือจะได้หรือไม่?
    ๓. ขณะทำภาวนา ถ้ามีทุกขเวทนาหรือความปวดขึ้นจะละคำภาวนามากำหนดรู้ความ ปวด หรือไม่ต้องสนใจความปวด ยังคงท่องจำภาวนาต่อไปอย่างไหนจึงจะดี?
    ๔. จิตนิ่งอยู่นานสักเท่าใด จึงจะถือว่าเป็เอกัคคตาจิต?
    ๕. ถ้าเอาจิตไว้ที่คำภาวนาเวลาจิตสงบแล้วก็จะทิ้งคำภาวนา เมื่อไม่ท่องคำภาวนาแล้ว จะกำหนดจิตไว้ที่ตรงไหน?
    ๖. ท่านพระอาจารย์บอกว่าลักษณะของฌาน ๔ นั้น นิ้วมือนิ้วเท้าปากและใบหน้าจะชา ขอเรียนถามว่าอาการของฌาน ๔ มีเพียงเท่านี้หรือ?
    ๗. ในองค์ฌานทั้ง ๔ นั้น เริ่มจากฌาน ๑ มีวิตก-วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ฌาน ๒ มี ปิติ สุข เอกัคคตา ฌาน ๓ มี สุข เอกัคคตา และฌาน ๔ มีเอกัคคตา อุเบกขา แต่หลวงพ่อสอนว่า ฌาน ๑ มีวิตก-วิจาร ฌาน ๒ มี ปิติ ฌาน ๓ มี เอกัคคตา อุเบกขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
    ๘. ผู้ที่ได้ปิติอ่อนๆ อาจจะอย่ในฌาน ๑ ไม่ถึงฌาน ๒ ในทำนองเดียวกันผู้ที่ได้สุขอ่อนๆ ก็อาจจะอยู่ในฌาน ๒ ไม่ถึงฌาน ๓ ก็ได้ ใช่หรือไม่?
    ๙. เมื่อมีอาการปากชาหรือมือชาแต่จิตยังไหวอยู่บ้าง เช่นแวบไปคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำอย่างไร อาการอย่างนี้จะเรียกว่าถึงฌาน ๔ ได้หรือไม่?
  ๑๐. ลักษณะของเอกัคคตาจิตเป็นอย่างไร?
  ๑๑. เวลาปฏิบัติอาจารย์ผู้สอนจะบอกให้ขึ้นฌาน ๑ แล้วสักพักขึ้นฌาน ๒ จากนั้นขึ้นฌาน ๓ แล้วต่อฌาน ๔ ในทางปฏิบัติผู้ที่สมาธิยังไม่แข็งพออาจจะขึ้นตามไม่ทัน เช่นอาจารย์บอกให้ขึ้นฌาน ๔ แต่ผู้ปฏิบัติยังอยู่ในระดับฌาน ๓ อ่อนๆ หากเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร?
  ๑๒. เวลาภาวนา เกศา โลมา จะกำหนดจิตไว้ที่ไหน?
     อิทธิบาท ๔ พละ ๕
    ๑. การปฏิบัติภาวนาจำเป็นจะต้องเห็นนิมิตหรือไม่ ถ้าไม่เห็นนิมิตแสดงว่าการปฏิบัติไม่ก้าวหน้าอย่างไร?
    ๒. จะรู้อย่างไรว่านิมิตที่เห็นอันไหนจริง อันไหนปลอม?
    ๓. ถ้ามีนิมิตเกิดขึ้นในคำสอนบอกว่าให้รู้และละเสีย การละหมายถึง การตัดนิมิตออกไปทันที หรือปล่อยให้เกิดขึ้นจนดับไปเอง โดยไม่ต้องยินดียินร้ายและปรุงแต่งต่อมัน?
    ๔. ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเราเจริญพละ ๕ ได้สมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีนิมิตให้เห็น?
    ๕. ที่ว่าให้นำเพียร ๔ และสติปัฏฐาน ๔ มาใช้ตลอดทั้งเวลานั่งสมาธิและนอกสมาธิหมายความว่าอย่างไร?
    ๖. นิมิตเกิดจากการปรุงแต่งใช่หรือไม่?
    ๗. ในการแปลความหมายของนิมิต มีหลักการอย่างไร?
    ๘. ในชีวิตประจำวันทั่วไปยากจะมีสติเท่าทันผัสสะหรือสิ่งทีมากระทบได้ ขอเรียนถามว่าพระอริยบุคคลชั้นใดขึ้นไปจึงจะมีสติเท่าทันผัสสะได้?
    ๙. ภาวนาพละ ๕ จนแก่กล้า แล้วเป็นอินทรีย์ ๕ นั้น หมายความว่าอย่างไร?
     มรรค ๘
    ๑. การตรวจสอบองค์ธรรมในมรรค ๘ ขณะที่เราภาวนาองค์ธรรมแต่ละหมวด เราก็ตรวจดูว่าองค์ธรรมแต่ละหมวดนั้น เกิดขึ้นในจิตของเรามากน้อยเพียงใด เราควรจะตรวจสอบให้ละเอียดกว่าองค์ธรรมในหมวดอื่น ที่ได้ปฏิบัติผ่านมาแล้วหรือไม่ เช่น เมื่อภาวนาสัมมาทิฎฐิ ก็ดูว่าเรามีความเห็นชอบในอริยสัจ ๔ อันมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค เพียงใด เห็นชอบในไตรลักษณ์อันมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงใด เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดเพียงใด หรือเห็นด้วยกับ กฎ-ปฏิจจสมุทบาทเริ่มตั้งแต่อวิชชา …จนถึงชาติ ชรา มรณะเพียงใด การตรวจสอบเช่นนี้จะถือว่าละเอียดเกินไปหรือไม่?
    ๒. ถ้าขึ้นมรรค ๘ แต่ยังจำองค์ธรรมในหมวดนี้ไม่ได้ครบ หรือไม่รู้ความหมายว่า หมายถึงอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร?
    ๓. ผมเห็นว่าการปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานตามแนวทางที่หลวงพ่อสอนมาเป็นเทคนิคที่ดี เพราะการโยกกายช่วยให้มีสติ ตื่นตัว ไม่ค่อยง่วง ไม่ค่อยปวด และเพิ่มกำลังของสติ-สมาธิด้วย นอกจากนี้ การใช้โพธิปักขิยธรรมา เป็นองค์ภาวนาก็เป็นประโยชน์ เพราะช่วยให้เราตรวจสอบองค์ธรรมแต่ละหมวดว่ามีอยู่ในจิตของเราเพียงใด เป็นขั้นเป็นตนไป และตรงกับหลักธรรมในการปฏิบัติให้ถึงอริยมรรคด้วย อย่างไรก็ตามผมมีข้อสงสัยว่า การปฏิบัติวิธีอื่นแต่อยู่ในแนวทางมรรค ๘ จะช่วยให้ถึงมรรคผลนิพพานได้หรือไม่ เพราะเห็นสำนักต่างๆ ที่สอนการปฏิบัติล้วนกล่าวว่าวิปัสสนาของตนนำไปสู่มรรคผลนิพพานได้?
    ๔. เมื่อถึงสัมมาสมาธิแล้ว กายของเราก็หยุดกึก ในคำสอนบอกว่าให้ตรวจดูว่าสมาธิของเราอยู่ในฌาน ๔ หรือไม่ ในการปฏิบัติของผมขณะที่โยกตัวอยู่สมาธิไม่อยู่ในฌาน ๔ แต่เมื่อหยุดโยกแล้วต้องใช้เวลาสักพักจึงจะปรับสมาธิอยู่ในฌาน ๔ อย่างนี้ถูกต้องไหม?
    ๕. สืบเนื่องจากคำถามข้อ ๔ เมื่อถึงมรรค ๘ แล้ว เหตุใดจึงไม่รู้สึกสว่างจ้าเหมือนในคำสอนแล้วก็ไม่รู้สึกว่าตัวเบาเหมือนลอยอยู่ในอากาศ แต่บางครั้งเหมือนมีแสงนวลๆ อยู่ตรงหน้า กรณีเช่นนี้ถือว่ามรรค ๘ ยังไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่?
     โพชฌงค์ ๗
    ๑. ขณะภาวนาจิตสัมโพชฌงค์ ถ้าเรารู้ว่าสติของเรายังไม่มีกำลังดีพอ เราควรจะภาวนาธรรม วิจยะต่อหรือควรจะย้ำอยู่ที่สติหลายๆ เที่ยวจนกว่าสติจะมีกำลังดีพอจึงจะขึ้นองค์ธรรมอื่นต่อไป?
    ๒. คำสอนบอกว่าเมื่อภาวนาถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์กายที่โยกจะหยุด ผมภาวนาถึงตรงนี้กายก็หยุดจริง ๆ เป็นเช่นนี้หลายครั้งผมไม่แน่ใจว่าหยุดด้วยธรรม หรือเป็นเพราะความจำที่เรียนรู้มาแล้วไปตั้งโปรแกรมแล้วไปตั้งโปรแกรมไว้กับจิตว่าพอมาถึงตรงนี้ให้สั่งให้กายหยุด เป็นเช่นนั้นหรือไม่ครับ?
    ๓. ถ้ามีนิมตเกี่ยวกับเลข ๗ หรือมีความรู้สึกเหมือนแมลงไชตรงกลางกระหม่อม ซึ่งมีสัญญานว่าขึ้นโพชฌงค์ได้ ในการภาวนาต่อไปเมื่อถึงพละ ๕ แล้ว แต่ไม่มีนิมิตหรือสัญาณดังกล่าวปรากฎเหมือนที่เคยเป็นจะขึ้นโพชฌงค์ได้หรือไม่ หรือต้องรอให้นิมิตเกิดขึ้นก่อนทุกครั้งไปจึงจะขึ้น?
    ๔. ในคำสอนที่ว่าเมื่อกายหยุดจะมีแสงสว่างจ้าขึ้นที่หน้า กายจะเบาเหมือนลอยอยู่ในอากาศปรากฎการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติทุกๆ คนไหมครับ ดูๆ ไปแล้วไม่น่าจะเกิดกับทุกคนเพราะสภาวจิตและบุญกุศลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่ปฏิบัติแล้วไม่มีปรากฎการณ์เช่นนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่าการเจริญโพชฌงค์ของตนสมบูรณ์แล้ว?
    ๕. เมื่อภาวนาถึงปีติสัมโพชฌงค์ บางครั้งรู้สึกมีปิติวูบวาบขึ้นที่ผิวกาย บางคราวก็ไม่เกิดปีติกรณีที่ไม่เกิดปีติ เราควรจะยังภาวนาอยู่ที่ปีติหลายๆ เที่ยวจนกว่าจะเกิดปีติหรือไม่?
    ๖. เมื่อภาวนาพละ ๕ ไปแล้ว มีสัญญานอะไรที่บอกว่าเรา จะขึ้นโพชฌงค์ได้ ?

 
   
© สงวนสิขสิทธ์ ๒๕๔๙ วัดถ้ำขวัญเมือง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จัดทำโดย webmaster