| ๑. การทำฌาน ๒ โดยใช้มือสั่นช่วย เพื่อให้เกิดอุเพงคาปีติอย่างแรง เมื่อทำไปแล้วไม่แน่ใจว่าการที่มือสั่นหรือกายสั่นนั้น เกิดจากการใช้กำลังกำลังกายช่วยหรือเกิดจากอุเพงคาปีติอันเป็นผลของสมาธิ? ตอบ ถ้ามันสั่นแรงเร็วก็แสดงว่าเกิดขึ้นเอง และถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็จะสั่นอยู่นั่นแหละ หากไม่ขึ้นไปฌาน ๓ หรือลงมาฌาน ๑ ก็ไม่หยุด
|
| ๒. การโยกตัวนับเป็นอุบายอย่างหนึ่งที่ทำให้จิตตื่นตัว นอกจากนี้ยังทำให้นั่งได้นานโดย ไม่ปวดเมื่อยและจิตไม่ตกอยู่ในภวังค์ ขอเรียนถามว่าถ้าทำฌาน ๒ โดยใช้วิธีแยกตัวแทนการสั่นมือจะได้หรือไม่? ตอบ การโยกตัวนั้นความจริงเป็นสภาวธรรม เพราะเมื่อหลวงพ่อทำวิปัสสนา นั้นมันจะ โยก ตัวไปเองหรือถ้าใครนั่งฟังพระแสดงธรรมอยู่ กายก็จะโยกไปเอง แสดงว่าจิตอยากจะทำวิปัสสนาแล้วการโยกตัวจะช่วยให้ไม่ง่วง มีสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา สตินั้นคุมจิต สัมปชัญญะคุมกายให้รู้ตัวจึงไม่ง่วง ภวังคจิตคือจิตครึ่งหลับครึ่งตื่น มีอาการเคลิ้มๆ คนที่จะหลับจะตกภวังค์ก่อน ถ้าเข้าฌานแล้วจิตจะตกอยู่ในภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่น ถ้าตั้งจิตไว้ได้ก็จะไม่ง่วง ถ้าตั้งไม่ได้ก็ง่วงดับไป ถ้าข้ามภวังคจิตได้ ก็จะตั้งเป็นฌานมั่นคง ส่วนที่ถามว่าการทำฌาน ๒ จะใช้วิธีโยกตัวแทนการสั่นมือจะได้หรือไม่นั้น ก็ได้เหมือนกันแต่จะขาดฤทธิ์ขาดกำลัง เพราะไม่มีอุเพงคาปิติ ตัวอุเพงคาปิติเป็นตัวที่นำไปสู่กำลัง เราต้องปฏิบัติให้ได้พร้อม การที่กายสั่นนั้นก็อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของหลวงพ่อ เราจะไปรังเกียจอะไรกับอาการของกายสั่น ถ้าทำได้จนชำนาญแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องไปยกมือช่วย พอนึกขึ้นฌาน ๒ ก็ขึ้นได้เอง นอกจากนี้อุพเพงคาปิติก็จะช่วยให้สมาธิละเอียดแนบแน่นดีด้วย
|
| ๓. ขณะทำภาวนา ถ้ามีทุกขเวทนาหรือความปวดขึ้นจะละคำภาวนามากำหนดรู้ความ ปวด หรือไม่ต้องสนใจความปวด ยังคงท่องจำภาวนาต่อไปอย่างไหนจึงจะดี? ตอบ เมื่อมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นไม้ต้องไปกำหนดหรอก มันรู้ของมันเอง เมื่อรู้แล้วก็ละเสีย ถึงเราจะไม่ขึ้นวิปัสสนาเราก็ละได้ หรือจะใช้ขันติหรือความอดทนเอาก็ได้ ให้มีความอดทนโดยไม่ถอย ไม่ออกแม้ปวดจนน้ำตาไหลก็ช่างมัน เพราะการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นตรัสรู้ทุกข์ ต้องทุกข์ที่สุดถึงจะนิพพานได้ จะนั่งให้สบายจนถึงนิพพานไม่มีหรอก ส่วนคำถามที่ว่ามันปวดแล้วไม่ต้องไปสนใจความปวดแต่ท่องคำภาวนาจต่อไปจะดีหรือไม่ อันนี้จิตมันไม่ฟังหรอก เพราะมันรู้ว่ากำลังปวดอยู่ จิตมันรู้แทนกาย กายไม่รู้ว่ามันปวด ระหว่างจิตกับกาย มันต่างโง่ด้วยกันทั้งนั้น จิตคิดว่ากายเป็นตัวของมัน กายหรือรูปก็ไม่รู้อะไร ไม่รู้ความเจ็บปวด ถึงเอาขวานมาฟันขาด ๒ ท่อน กายไม่รู้สึกเจ็บปวด จิตต่างหากเป็นผู้รู้ความเจ็บปวด เพราะไปยึดเอากายมาเป็นของตน เป็นอุปทานที่จิตยึดถือมาหลายภพชาติเพราะฉะนั้นถ้าจะปฏิบัติให้ถึงนิพพานต้องให้จิตละขันธ์ ๕ ให้ได้เสียก่อน เรียกว่าละอุปทานขันธ์ ถ้าจิตหยุดสนใจปวดเมื่อไรปวดนั้นก็ดับทันที ฉะนั้นคำว่าให้จิตละคือ ให้หยุดความสนใจ และคำว่าละนี้เป็นตัววิปัสสนา เมื่อจิตละได้ทุกข์หรือสุขก็ดับไป อย่างไรก็ตามเมื่อปวดมาก ๆ ละแล้วยังไม่ดับละบังสุกุลก็ยังไม่ดับ หากเป็นเช่นนี้ก็ให้อดทน ให้ทนจนถึงที่สุด เมื่อทนถึงที่สุดแล้ว ความปวดก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ธรรมอันหนึ่งอันใดก็จะเกิดขึ้น เราจะได้เห็นธรรมดี ๆ เช่นตอนที่เราจะเข้าถึงฌาน ๔ มันปวดเหลือเกิน แต่ถ้าเราทนถึงที่สุดจนความปวดดับไปเราก็จะถึงฌาน ๔ กายเกร็งขึ้น แข็งทั้งตัวรู้สึกชาถึงหัวไหล่
|
| ๔. จิตนิ่งอยู่นานสักเท่าใด จึงจะถือว่าเป็เอกัคคตาจิต? ตอบ ชั่วขณะก็เป็นเอกัคคตาจิต ชั่ว ๓-๔ ชั่วโมง หรือ ๑ วัน โดยไม่มีอารมณ์ใดก็เป็นเอกัคคตาจิต แล้วแต่วาอยู่ในขั้นต่ำ ขั้นกลาง หรือขั้นสูง เพราะฌานแต่ละฌานนั้นมี ๓ ขั้น แต่ในขั้นทำวิปัสสนาให้จิตตั้งมั่น อยู่เป็นขณะๆ ก็ทำวิปัสสนาได้ เมื่อถึงฌาน ๔ แล้วก็ทำวิปัสสนาได้ แต่ต้องให้เข้าออกฌาน ๔ ได้คล่องเสียก่อนจึงควรทำวิปัสสนา
|
| ๕. ถ้าเอาจิตไว้ที่คำภาวนาเวลาจิตสงบแล้วก็จะทิ้งคำภาวนา เมื่อไม่ท่องคำภาวนาแล้ว จะกำหนดจิตไว้ที่ตรงไหน? ตอบ คำภาวนาเป็นเพียงอุบายให้จิตมีที่ ยึดเพื่อจิตจะได้สงบลงง่าย เมื่อจิตสงบลงแล้วก็จะทิ้ง คำภาวนา จากนั้นไม่ต้องไปกำหนดให้มันอยู่ตรงไหน ปล่อยให้มันเป็นไปของมัน โดยปกติแล้วจิตจะไม่ทิ้งกาย มันอาจจะไปคิดถึงอะไรสักครู่ก็จะกลับมาที่กาย ถ้ามันทิ้งกายไปสักชั่วโมงก็แย่แล้ว กลายเป็นว่านิ่งเป็นหัวตอไม่รู้อะไร การกำหนดจิตให้อยู่ตรงไหนนั้นเป็นเรื่องคนคิดกันเอง จิตจะอยู่ตามธรรมชาติของมัน เมื่อสติแก่กล้าตอนปฏิบัติถึงพละ ๕ สติจะทันจิตหมด ไม่ว่าจิตจะคิดอะไรก็รู้เท่าทัน
|
| ๖. ท่านพระอาจารย์บอกว่าลักษณะของฌาน ๔ นั้น นิ้วมือนิ้วเท้าปากและใบหน้าจะชา ขอเรียนถามว่าอาการของฌาน ๔ มีเพียงเท่านี้หรือ? ตอบ ยังมีอีกคือทั้งกาย มือ และเท้าจะเกร็งหมด และความชานั้นจะชาจนถึงข้อศอก หัวไหล่ ขา และสะโพก ปากจะบิดเบี้ยว หรือปลายปากยื่นแหลมออกเหมือนปากนก ฟันก็จะขบกันดังกรอด ตัวเกร็งจนขยับไม่ได้ ถ้าเราอยู่ในฌาน ๔ นั้นสักครึ่งชั่วโมง แล้วออกันที โดยไม่ถอยฌานลงตามลำดับ จะออกไม่ได้ แม้ลืมตาตัวก็ยังแข็งขยับมืออกไม่ได้ ให้คนมาแกะมือ ๒ คนก็ยังแกะออกไม่ได้ ต้องถอยฌานลงมาตามลำดับ คือ จาก ๔ ลง ๓,๒,๑ แล้วสลัดหัวจึงจะออกได้ เมื่อถึงฌาน ๔ เต็มที่ เสียงฟ้าผ่าหรือเสียงประทัดก็แทบจะไม่ได้ยิน ได้ยินเพียงเบาๆ ดังเปรียะๆ เท่านั้นเอง เพราะขันธ์ ๕ มันดับไป หากเอาบุหรี่หรือไฟแดงๆ ไปจี้ที่กายก็ไม่รู้สึกเจ็บ มีศิษย์คนหนึ่งเข้าถึงฌาน ๔ หลานเอาไม้ขนาดนิ้วครึ่ง หน้า ๓ ตีลงไปบนหัว ไม้หัก แต่ผู้ที่นั่งฌานก็ยังนั่งเฉย โดยที่หัวไม่แตก
|
| ๗. ในองค์ฌานทั้ง ๔ นั้น เริ่มจากฌาน ๑ มีวิตก-วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ฌาน ๒ มี ปิติ สุข เอกัคคตา ฌาน ๓ มี สุข เอกัคคตา และฌาน ๔ มีเอกัคคตา อุเบกขา แต่หลวงพ่อสอนว่า ฌาน ๑ มีวิตก-วิจาร ฌาน ๒ มี ปิติ ฌาน ๓ มี เอกัคคตา อุเบกขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ตอบ ถ้าสอนว่าฌาน ๑ มีวิตก-วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ก็จะไปสงสัยว่าอันไหนเป็นวิตก-วิจาร
เป็นปิติ เป็นสุข เป็นเอกัคคตา ทำให้เกิดความยุ่งยากสับสน ว่าฌาน ๑ อยู่ตรงไหนจึงย่อให้ เข้าใจง่าย ให้จำเพียงว่า ฌาน ๑ อยู่ที่วิตกวิจาร เมื่อหยุดวิตก-วิจารหรือหยุดนึกคิดก็เข้าถึงฌาน ๑ เหมือนเรานั่งเขียนหนังสืออยู่ จิตจดจ่ออยู่กับการเขียนหนังสือก็เป็นฌาน ๑ ถ้าเติม
ปิติ สุข เอกัคคตา ก็จะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าแล้วฌาน ๑ อยู่ตรงไหน อันที่จริงแล้วกำลังของฌาน ๑ ก็อยู่ตรงวิตก-วิจาร หมายความว่าพอหยุดนึกคิดได้จิตก็เข้าถึงฌาน ๑ ถ้าภาวนาต่อไปพอมีขนลุกขนพองขึ้นมาก็แสดงว่าปิติเกิดขึ้นแล้วเป็นฌาน ๒ ก็ให้ขึ้นฌาน ๒ ไปเลย เมื่อขึ้นจนถึงอุพเพงคาปิติ หรือกายสั่น หรือให้ยกมือขึ้นสั่นเพื่อให้เกิดอุเพงคาปิติ ซึ่งจะเป็นอุบายให้เกิดกำลังหนุนให้มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีตบะ การให้ยกมือขึ้นสั่นเป็นการช่วยเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกปฏิบัติ เมื่อมันเกิดขึ้นเองได้แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปช่วยอะไร แต่เพียงนึกถึงฌาน ๒ เท่านั้นกายก็สั่นเองได้ หรือถ้ายังไม่ชำนาญดีใช้มือสั่นช่วยทีเดียว กายก็สั่นขึ้นได้เอง
|
| ๘. ผู้ที่ได้ปิติอ่อนๆ อาจจะอย่ในฌาน ๑ ไม่ถึงฌาน ๒ ในทำนองเดียวกันผู้ที่ได้สุขอ่อนๆ ก็อาจจะอยู่ในฌาน ๒ ไม่ถึงฌาน ๓ ก็ได้ ใช่หรือไม่? ตอบ ไม่ใช่ ฌาน ๑ ก็คือฌาน ๑ ฌาน ๒ ก็คือฌาน ๒ คือจิตนี้สามมารถเข้าออกได้อยู่ทุกขณะฉะนั้นต้อง มีความละเอียด คือ สติให้รู้ชัดว่าจิตมีอารมณ์อย่างไร อยู่ในฌาน ๑ หรือฌาน ๒ ต้องรู้ให้ชัดโดยอาศัยความสังเกตของเราเอง ถ้าจิตหยุดคิดได้ชั่วขณะ ก็อยู่ในฌาน ๑ และถ้ามีปิติเกิดขึ้น เช่น อาการขนลุกขนพอง หรือกายโยกไปมา ก็อยู่ในฌาน ๒ แล้ว ถ้ามีการโยกหน้าหลัง ก็บังคับให้อยู่เสียอย่าปล่อยให้โยกแรงเดี๋ยวหัวจะโขกพื้นหรือหงายหลังไปเสีย ให้เปลี่ยนเป็นเป็นโยกซ้ายขวาแทน ถ้ารู้สึกว่ากายสบาย สบายใจหรือรู้สึกเฉยๆ ก็แสดงว่าจิตอยู่ในฌาน ๓ ลักษณะของฌาน ๓ จิตมี สองอารมณ์ คือสุข หรือเฉยๆ ไม่มีทุกข์ จิตจะตั่งได้นานกว่าฌาน ๒ ถ้าท่อง เกศา โลมา ช้าๆ จิตก็จะละเอียดขึ้น ถ้าเริ่มรู้สึกว่านิ้วมือชาหรือเท้าชา หรือริมฝีปากชา ก็แสดงว่าฌาน ๓ แก่กล้าขึ้น ถ้าอาการชาชัดเจนและลามขึ้นมาถึงกึ่งกลางถึงข้อมือและตัวเกร็งขึ้นมาก็แสดงว่าจิตเข้าถึงฌาน ๔ แล้ว พอถึงฌาน ๔ สุขก็จะไมมี มีแต่อุเบกขา เมื่อเราทำฌาน ๔ สมบูรณืทุกอย่างแล้ว จากประสบการณ์ที่พบมา จิตมันจะเข้าออกในฌานต่างๆ ได้คล่องทั้งฌาน ๑,๒,๓,๔ พระพุทธองค์สอนว่าธรรมทั้งหลายเราทำให้มีให้เป็นขึ้น เพราะฉะนั้นที่เรานั่งภาวนา เกศา โลมา ก็เป็นการทำให้มี ให้เป็น พอทำเป็นฌานแล้ว หรือทำให้มีให้เป็นแล้ว ก็จะเป็นธรรมขึ้นมา เรียกว่า ธรรมในธรรม
|
| ๙. เมื่อมีอาการปากชาหรือมือชาแต่จิตยังไหวอยู่บ้าง เช่นแวบไปคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำอย่างไร อาการอย่างนี้จะเรียกว่าถึงฌาน ๔ ได้หรือไม่? ตอบ ต้องท่องกรรมฐาน เกศา โลมา เสียให้จิตอยู่กับกรรมฐาน เราต้องมีสติคุมจิตไว้ตลอด เวลาเผลอเมื่อไร จิตก็ไปท่องเที่ยวตามเดิม เพราะเป็นธรรมชาติของมัน อาการอย่างนี้จิตยังไม่เป็นเอกัคคตา เดี๋ยวมีอารมณ์เดี๋ยวไม่มีอารมณ์ ยังไม่ถึงฌาน ๔ แท้ ต้องทำจิตละเอียดลงกว่านั้นอีก
|
| ๑๐. ลักษณะของเอกัคคตาจิตเป็นอย่างไร? ตอบ จิตมีอารมณ์เดียวหรืออารมณ์ว่าง หรือว่า เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ได้ต่อเนื่อง ตลอดจนไม่หลง และไม่ไปคิดถึงเรื่องอื่น
|
| ๑๑. เวลาปฏิบัติอาจารย์ผู้สอนจะบอกให้ขึ้นฌาน ๑ แล้วสักพักขึ้นฌาน ๒ จากนั้นขึ้นฌาน ๓ แล้วต่อฌาน ๔ ในทางปฏิบัติผู้ที่สมาธิยังไม่แข็งพออาจจะขึ้นตามไม่ทัน เช่นอาจารย์บอกให้ขึ้นฌาน ๔ แต่ผู้ปฏิบัติยังอยู่ในระดับฌาน ๓ อ่อนๆ หากเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร? ตอบ กรณีเช่นนี้ถ้าผู้ปฏบัติคนไหนยังขึ้นไม่ได้ก็ไม่ต้องขึ้นไปตาม เมื่อเรารู้ว่าฌาน ๓ ของเรายังอ่อนยังไม่สมบูรณ์ เราก็ทำฌาน ๓ ของเราให้สมบูรณ์ เมื่อฌาน ๓ สมบูรณ์แล้วจึงขึ้นฌาน ๔ ไป การที่จะรู้ว่าเราถึงฌานไหนแค่ไหนนั้นเราตัวเราเองเป็นผู้รู้ ครูอาจารย์ท่านสอนไปตามลำดับเพื่อให้คนที่มีความก้าวหน้าได้ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเรายังก้าวไม่ถึงก็ไม่ต้องก้าวไป
|
| ๑๒. เวลาภาวนา เกศา โลมา จะกำหนดจิตไว้ที่ไหน? ตอบ เรื่องกำหนดจิตเป็นเป็นเรื่องของวิปัสสนา ในทางสมถะไม่ต้องกำหนด ธรรมชาติของจิต ตามพระอภิธรรมว่าอยู่ที่ตรงยอดแหลมของกระดูกทรวงอก โตประมาณนิ้วก้อย ยาวจนหมดกระดูกซี่โครงมาเสียบติดในกระดูกนั้น เมื่อผ่าแล้วจะมีน้ำอยู่ข้างใน สีของน้ำเป็นไปตามจริตของแต่ละบุคคล ถ้าบุคคลใดมีราคะ โทสะ โมหะ มาก น้ำก็จะสีขุ่นสีมัว ถ้ามีจริตทางพุทธสีก็จะใส จิตไม่มีตัวตนแสงสีจับต้องไม่ได้ เรารู้ว่าจิตอยู่ตรงทรวงอกก็เพราะเวลาเราตกใจอย่างแรง เราจะเผลอยกมือขึ้นมากุมทรวงอก เราทำไปโดยสัญชาติญาณเอามือไปป้องกันจิตเพราะจิตมันกลัว ธรรมชาติของจิตเป็นผู้รู้ เมื่อได้ยินเสียงก็จะเข้าไปรับเสียงเข้ามาทางหู เรียกว่าโสตวิญญาณ ฯลฯ แล้วแปลความหมายว่า เป็นเสียงอะไร ไพเราะหรือไม่ไพเราะ เวลาทำวิปัสสนาก็ต้องรู้ว่าจิตไปรับอะไร รู้แล้วก็ให้ละเสีย เพราะถ้าไปยินดีว่าเสียงนั้นไพเราะก็เป็นราคะ ถ้าไม่ไพเราะก็เป็นโทสะ เราปฏัติเพื่อละราคะ โทสะ ถ้าละได้โมหะก็หมดไป แต่ถ้าไม่รู้ผัสสะก็เป็นโมหะ เมื่อเราปฏิบัติสมถกรรมฐานไม่ต้องไปกำหนดจิตมันจะนึกคิดตรึกตรองอะไรก็ให้รู้ ไปกำหนดนึกคิดอะไรขึ้นมา สังขารขันธ์ก็ปรุงแต่ง ถ้าจิตมันว่างไม่มีอารมณ์นึกคิดเป็นจิตที่หยุดนิ่งสงบเป็นนิพพานชั่วขณะ หรือตทังคนิพพาน ถ้าหยุดนิ่งสงบนานๆ หลายๆ ชั่วโมงก็เป็นวิกขัมภนนิพพาน แต่ยังไม่สงบตลอดสายเป็นสมุจเฉท จึงต้องทำวิปัสสนา เมื่อถึงขั้นสุดท้ายตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้เป็นสมุจเฉท ก็จะถึงพระนิพพานที่แท้จริง
|
| ๑. การปฏิบัติภาวนาจำเป็นจะต้องเห็นนิมิตหรือไม่ ถ้าไม่เห็นนิมิตแสดงว่าการปฏิบัติไม่ก้าวหน้าอย่างไร? ตอบ ไม่ใช่เช่นนั้น ผู้ที่เห็นนิมิตมาก ในอดีตชาติมีวาสนาเคยทำมาเคยเรียนปฏิบัติมาทางด้านสมถะมานับชาติไม่ถ้วน เท่าที่หลวงพ่อระลึกชาติของหลวงพ่อเองได้พบว่าเกิดเป็นชาวอินเดียพอโตเป็นหนุ่มขึ้นมาก็บวชเป็นฤาษีจนตาย จากนั้นก็เกิดเป็นพรหมเพราะไม่ได้ทำบาปอะไร หมดบุญจากพรหมแล้วก็ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ในอินเดียอีก รักษาศีล ๘ แล้วก็บวชเป็นฤาษี ตายไปก็เป็นพรหมอีก เวียนอยู่อย่างนี้มากมายเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐาน จึงมีหูทิพย์ ตาทิพย์ก็ไปได้ ขอให้หมดกิเลสเท่านั้น
|
| ๒. จะรู้อย่างไรว่านิมิตที่เห็นอันไหนจริง อันไหนปลอม? ตอบ ถ้าเห็นนิมิตจริงภาพที่เห็นจะนิ่งไม่ซัดส่ายและชัดเจนเหมือนกับที่เราดู ในเวลากลางวันแจ้งๆ ภาพนั้นจะชัดไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม และตัวรู้คือฌานจะบอกเราว่าที่เห็นเป็นของจริง แต่ถ้าเราสงสัยว่าจะจริงหรือไม่สิ่งนั้นจะไม่ใช่ของจริง นอกจากนี้การที่จะรู้ว่าที่นิมิตที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ต้องอาศัยของจริงทดสอบด้วย บางอย่างที่เห็นแล้วอีกไม่กี่วันก็เกิดขึ้นจริงตามที่เห็น อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นนิมิตอะไรเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ให้รู้และละเสีย อย่าไปยินดียินร้ายกับมันทั้งสิ้น
|
| ๓. ถ้ามีนิมิตเกิดขึ้นในคำสอนบอกว่าให้รู้และละเสีย การละหมายถึง การตัดนิมิตออกไปทันที หรือปล่อยให้เกิดขึ้นจนดับไปเอง โดยไม่ต้องยินดียินร้ายและปรุงแต่งต่อมัน? ตอบ เมื่อนิมิตเกิดถ้ามีสติก็รู้ เมื่อรู้แล้วไม่ต้องไปตัดทิ้งทันทีเพราะถ้าไม่เอานิมิตแล้ว ตาทิพย์จะเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ให้ละเสียซึ่งหมายถึงไม่ยินดียินร้ายต่อนิมิตนั้น เพราะถ้าจิตไปยึดนิมิตก็จะเป็นอุปาทาน เราต้องฝึกจิตให้คลายจากความยึดมั่นถือมั่นไม่ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบที่ชัง
|
| ๔. ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเราเจริญพละ ๕ ได้สมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีนิมิตให้เห็น? ตอบ รู้ได้จากผัสสะหรือสิ่งมากระทบจิตรู้ได้ทันที รู้แล้วก็ละได้ทันที ในพละ ๕ นี้ มีสติอยู่กลางซึ่งธรรมในหมวดนี้มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ส่วนอิทธิบาท ๔ นั้น มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ไม่มีสติอยู่ในธรรมหมวดนี้ ดังนั้นในอิทธิบาท ๔ เมื่อผัสสะเกิดขึ้นสักระยะจึงจะรู้หรือรู้หลังจากเกิดขึ้นแล้ว และเมื่อรู้ก็ละเสีย
|
| ๕. ที่ว่าให้นำเพียร ๔ และสติปัฏฐาน ๔ มาใช้ตลอดทั้งเวลานั่งสมาธิและนอกสมาธิหมายความว่าอย่างไร? ตอบ ให้เอาสติปัฏฐาน ๔ ทั้งหมดมาใช้ มีกาย เวทนา จิตและธรรม อะไรเกิดขึ้นที่กายก็รู้แล้วละให้ดับ เวทนาหรือความรูสึกที่เกิดขึ้นกับกายหรือจิตที่เกิดขึ้นก็รู้แล้วละ จิตนึกคิดอะไรก็รู้แล้วละ ส่วนธรรมก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่นปวดเมื่อย เจ็บ คันต่างๆ หรือสิ่งที่นึกคิดต่างๆ ที่เกิดกับกายกับจิตเรียกว่าธรรม เมื่อเกิดขึ้นก็รู้แล้วให้ละเช่นกัน นี่คือสติปัฏฐาน ๔ รู้แล้วละรู้แล้วไม่ละเป็นพระไม่ได้
|
| ๖. นิมิตเกิดจากการปรุงแต่งใช่หรือไม่? ตอบ ไม่ใช่เสมอไป ถ้าเป็นการปรุงแต่งจะเป็นภาพหลอน เช่นเวลาเราทำวิปัสสนาหากเห็นหากเห็นภาพยักษ์ผุดขึ้นมายืนถือกระบองใหญ่ ยักษ์ที่เห็นเกิดจากสัญญา หรือความจำที่เราเคยเห็นยักษ์จากภาพวาดหรือรูปปั้นในสถานที่ใดที่หนึ่งมาก่อน ความจำที่มีอยู่ผสมกับการปรุงแต่งของจิตก็สร้างมโนภาพของยักษ์ขึ้นมาเป็นนิมิตให้เราเห็น เป็นภาพหลอนไม่ใช่ของจริง เมื่อเห็นแล้วก็ละเสียอย่าเอาไปคิดเป็นสังขารขันธ์ เราต้องการปรุงแต่ง การปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องไม่คิดนึกการปรุงแต่งหรือการคิดนึกเป็นสังขารขันธ์
|
| ๗. ในการแปลความหมายของนิมิต มีหลักการอย่างไร? ตอบ นิมิตที่เป็นปริศนานั้นถ้าแปลไม่ออกก็เฉยไว้ เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะค่อยๆ เกิดปัญญารู้ไปเอง แต่อย่าเอาไปยึดถือนิมิตว่าจริงจังเสมอไป เดี๋ยวจะถูกหลอก โดยเฉพาะเมื่อจิตของเรายังไม่ละเอียดพอ
|
| ๘. ในชีวิตประจำวันทั่วไปยากจะมีสติเท่าทันผัสสะหรือสิ่งทีมากระทบได้ ขอเรียนถามว่าพระอริยบุคคลชั้นใดขึ้นไปจึงจะมีสติเท่าทันผัสสะได้? ตอบ การใช้ชีวิตประจำวันของคนต้องอาศัยสติมาก ถ้าไม่มีสติเดินไปบนถนนก็คงไม่ไปชนนั่นชนนี่ หรือเดินไปบนสะพานก็คงตกสะพาน ยิ่งถ้าเป็นคนขับรถด้วยแล้ว ถ้าขาดสติก็คงจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นคนเราจึงต้องมีสติอยู่ตลอด การที่จะมีสติเท่าทันผัสสะนั้น ถ้าปฏิบัติถึงโพชฌงค์ ๗ สติก็จะว่องไวรู้ล่วงหน้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับจิตได้ สติสัมโภชฌงค์จะเป็นสติที่รุ่งโรจน์ เป็นสติที่ตื่นอยู่ตลอดหรือชาคระ (สติลุกโพลง) เมื่อสติสัมโภชฌงค์ แก่กล้าดีแล้วธรรมก็จะสัมปยุตหรือรวมตัวลงได้
|
| ๙. ภาวนาพละ ๕ จนแก่กล้า แล้วเป็นอินทรีย์ ๕ นั้น หมายความว่าอย่างไร? ตอบ อินทรีย์ ๕ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ที่ว่าแก่กล้าก็คือการ รู้สัมผัสที่ผ่านปราสาทสัมผัสทางตา หูจมูก ลิ้น กาย นั้น สามารถรู้เท่าทันหมดว่าอะไรเกิดขึ้นที่กายหรือแม้เกิดขึ้นที่จิตก็รู้ทันรู้แล้วก็ละได้ทันหมดเช่นกัน นี่แหละจึงเป็นอินทรีย์ ๕
|
| ๑. การตรวจสอบองค์ธรรมในมรรค ๘ ขณะที่เราภาวนาองค์ธรรมแต่ละหมวด เราก็ตรวจดูว่าองค์ธรรมแต่ละหมวดนั้น เกิดขึ้นในจิตของเรามากน้อยเพียงใด เราควรจะตรวจสอบให้ละเอียดกว่าองค์ธรรมในหมวดอื่น ที่ได้ปฏิบัติผ่านมาแล้วหรือไม่ เช่น เมื่อภาวนาสัมมาทิฎฐิ ก็ดูว่าเรามีความเห็นชอบในอริยสัจ ๔ อันมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค เพียงใด เห็นชอบในไตรลักษณ์อันมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงใด เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดเพียงใด หรือเห็นด้วยกับ กฎ-ปฏิจจสมุทบาทเริ่มตั้งแต่อวิชชา
จนถึงชาติ ชรา มรณะเพียงใด การตรวจสอบเช่นนี้จะถือว่าละเอียดเกินไปหรือไม่? ตอบ ไม่ต้องให้ละเ อียดขนาดนี้หรอก ในมรรค ๘ ซึ่งย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยท่านเอาหมวดปัญญานำหน้า อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ตามด้วยหมวดศีล มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต และสัมมาอาชีโว ลงท้ายด้วยหมวดสมาธิ มี สัมมาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ในการตรวจสอบก็ให้ดูว่าศีล ๕ และศีล ๘ เรารักษาๆได้สมบูรณ์แล้วหรือยัง โดยเฉพาะศีล ๕ ถือเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะต้องรักษาให้ได้ จากนั้นดูว่าสมาธิหมายถึงฌาน ๔ เรามีอยู่แล้วหรือยัง ซึ่งถ้าหากว่าเราสมบูรณ์ทั้ง ๒ อย่างแล้ว โดยมากมักจะบกพร่องปัญญา ซึ่งยังละตัณหาไม่ทันนั่นเอง การละตัณหาคือ ละกามตันหา ภวตันหา และวิภวตัณหาโดยจะต้องละเมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น หากละได้ก็จะมีกิเลสดับลง การตรวจสอบองค์ธรรมขณะภาวนา ถ้าเอามาตรวจสอบมากนักสมาธิก็จะถอยหมด จึงควรเอามาสั้นๆ ความสำคัญก็คือการละต้องรู้ว่าเราละตัณหาตัวไหนต้องรู้ เช่นยุงกัดเราเจ็บเป็นวิภวตัณหา เพราะเราไม่ชอบความเจ็บไม่อยากให้ความเจ็บดำรงอยู่ เมื่อยุงกัดก็ต้องละไม่ใช่ตียุงให้ตายเราทำได้ก็เท่ากับว่าเรามี พรหมวิหาร ๔ ด้วย
|
| ๒. ถ้าขึ้นมรรค ๘ แต่ยังจำองค์ธรรมในหมวดนี้ไม่ได้ครบ หรือไม่รู้ความหมายว่า หมายถึงอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร? ตอบ เราก็ต้องท่องจำให้ได้ซึ่งต้องใช้สัญญา ถ้าเราจำองค์ธรรมไม่ได้ หรือไม่รู้ความหมาย ก็เท่ากับไม่รู้ปริญัติ เมื่อไม่รู้ปริญัติปฎิบัติก็ผิด ถ้าไม่รู้ปริญัตินำมาปฏิบัติได้ ปฏิเวธก็เกิดขึ้น คือพระนิพพาน เราต้องทำตามหลักเกณฑ์ ของพระพุทธเจ้า
|
| ๓. ผมเห็นว่าการปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานตามแนวทางที่หลวงพ่อสอนมาเป็นเทคนิคที่ดี เพราะการโยกกายช่วยให้มีสติ ตื่นตัว ไม่ค่อยง่วง ไม่ค่อยปวด และเพิ่มกำลังของสติ-สมาธิด้วย นอกจากนี้ การใช้โพธิปักขิยธรรมา เป็นองค์ภาวนาก็เป็นประโยชน์ เพราะช่วยให้เราตรวจสอบองค์ธรรมแต่ละหมวดว่ามีอยู่ในจิตของเราเพียงใด เป็นขั้นเป็นตนไป และตรงกับหลักธรรมในการปฏิบัติให้ถึงอริยมรรคด้วย อย่างไรก็ตามผมมีข้อสงสัยว่า การปฏิบัติวิธีอื่นแต่อยู่ในแนวทางมรรค ๘ จะช่วยให้ถึงมรรคผลนิพพานได้หรือไม่ เพราะเห็นสำนักต่างๆ ที่สอนการปฏิบัติล้วนกล่าวว่าวิปัสสนาของตนนำไปสู่มรรคผลนิพพานได้? ตอบ การปฏิบัติ ให้ถึงมรรคผลนิพพานนั้น ต้องปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ และโพธิปักขิยธรรมให้ครบถ้วนเท่านั้น ทางอื่นไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ปัจจุบันอาจารย์ที่คิดลัดไปพระนิพพานมีอยู่มาก เช่น สอนให้ทำแต่จิตว่าง โดยไม่ต้องปฏิบัติให้ครบตามองค์มรรคจะถึงพระนิพพานไม่ได้ ถ้าหากไม่รักษาศีลให้สมบูรณ์ ไม่ทำสมาธิหรือทำฌานให้สมบูรณ์และไม่มีปัญญาที่จะละกิเลสตัณหา อย่างนี้แล้วจิจะว่างได้อย่างไร และจะไปถึงพระนิพพาน ได้อย่างไร
นอกจากนี้บางแห่งแม้ปฏิบัติมรรค ๘ แต่ก็ไม่ปฎิบัติให้ครบสมบูรณ์เอาแต่สติปัฎฐาน ๔ มาใช้ ซึ่งอยู่ในมรรค ๘ เหมือนกันแต่เป็นมรรคองค์ที่ ๗ แล้วจะอาศัยมรรคเพียงองค์เดียวนำไปถึงพระนิพพานได้อย่างไร มันขัดแย้งกับบัญญัติของพระพุทธเจ้า
นอกจากนี้กรรมฐานที่ใช้ยังมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม เอา ออก หรือผสมกันเข้าให้ผิดไปจากบัญญัติ เมื่อเป็นเช่นนี้ปรมัติถ์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองไปถามท่านเหล่านั้นดูว่าธรรมที่ท่านนำมาสอนมาปฏิบัตินั้น ท่านรู้จักว่าขันธ์ ๕ ดับแล้วหรือยัง รู้ธรรมสัมปยุตไหม เวลาธรรมสัมปยุตลงนั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้จักการละสังโยชน์ ๓ สังโยชน์ ๕ สังโยชน์ ๑๐ ไหม ถ้าไม่รู้แล้วจะรู้ถึงนิพพานได้อย่างไร จะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ถ้าไม่สามารถละสังโยชน์ ๑๐ ได้ ทุกวันนี้ที่รู้กันรู้แต่สัญญา ไม่ได้รู้จักการปฏิบัติ การจะรู้ธรรมว่าของใครถูกผิด รู้จากปริญัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ คืออาจารย์ผู้สั่งสอนเป็นอริยะแล้วหรือยัง พระอริยะนั้นมีตั้งแต่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ (การเป็นนั้นไม่ใช่ศิษย์หรือสื่อมวลชนตั้งให้) พระอริยบุคคลต้องรู้แล้วละสังโยชน์ ๓,๕ และ ๑๐ ได้ตามลำดับ ด้วยฌานของตนเอง จากธรรมสัมปยุตลง เรียก อาสวักยญาณ จึงจะถูกต้อง การอยากเป็นอาจารย์กันมาก จึงระดมกำลังสรรพกำลังกันจัดตั้งและจัดทำอะไรให้มันแปลกๆ โฆษณามาก ๆ จึงได้พระอรหันต์ขึ้นมากมาย กระทั่งพระพุทธเจ้าซ้อนพระพุทธเจ้าก็กำลังจะเกิด และบางสำนักกำลังรณรงค์จะให้นิพพานมีอัตตาให้จงได้ พระเถระผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าท่านยังอยู่กันพร้อมหรือเปล่า ไม่คิดจะปกป้องภัยอันใหญ่นี้บ้างหรือ
|
| ๔. เมื่อถึงสัมมาสมาธิแล้ว กายของเราก็หยุดกึก ในคำสอนบอกว่าให้ตรวจดูว่าสมาธิของเราอยู่ในฌาน ๔ หรือไม่ ในการปฏิบัติของผมขณะที่โยกตัวอยู่สมาธิไม่อยู่ในฌาน ๔ แต่เมื่อหยุดโยกแล้วต้องใช้เวลาสักพักจึงจะปรับสมาธิอยู่ในฌาน ๔ อย่างนี้ถูกต้องไหม? ตอบ ยังไม่ถูกต้อง ตรงที่โยกอยู่แล้วกายจะหยุด ตอนกายหยุดนั้นกายละเอียดลงถึงที่สุดของมันแล้ว มันพร้อมที่จะเป็นเอกัคคตาจิต เป็น อัปปนาสมาธิ อยู่ในฌาน ๔ ถ้าปฏิบัติยังไม่ถึง ก็ต้องปรับปรุงใหม่
|
| ๕. สืบเนื่องจากคำถามข้อ ๔ เมื่อถึงมรรค ๘ แล้ว เหตุใดจึงไม่รู้สึกสว่างจ้าเหมือนในคำสอนแล้วก็ไม่รู้สึกว่าตัวเบาเหมือนลอยอยู่ในอากาศ แต่บางครั้งเหมือนมีแสงนวลๆ อยู่ตรงหน้า กรณีเช่นนี้ถือว่ามรรค ๘ ยังไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่? ตอบ ถ้ามรรค ๘ สมบูรณ์ อะไรๆ ก็รูแจ้งไม่ต้องถามใคร เป็นปัจจัตตัง คือ ตัวเองรู้เอง เห็นเองทุกอย่าง ถ้าถามผู้อื่นให้รับรองคุณธรรมของเรานั้น มันผิดหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
|
| ๑. ขณะภาวนาจิตสัมโพชฌงค์ ถ้าเรารู้ว่าสติของเรายังไม่มีกำลังดีพอ เราควรจะภาวนาธรรม วิจยะต่อหรือควรจะย้ำอยู่ที่สติหลายๆ เที่ยวจนกว่าสติจะมีกำลังดีพอจึงจะขึ้นองค์ธรรมอื่นต่อไป? ตอบ การขึ้นโพชฌงค์ ๗ ให้ภาวนาต่อเนื่องกันไปเลยจนครบหมด เริ่มจากสติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ภาวนาเที่ยวเดียว สติคือ ความละรึกได้ ธรรมวิจยะคือการสอดส่องให้รู้ว่าอะไรเกิดกับกายกับจิตแล้วละทันที วิริยะ คือความเพียรเมื่อถึงตรงนี้ก็จะเกิดปีติขึ้น คือ ขนลุกซู่ๆ หรือกายกระตุกขึ้น เราต้องปัสสัทธิ คือข่มกาย ข่มจิตไว้ ให้ปิติสงบลงถ้าปล่อยให้ปีติขึ้นต่อไปแสดงว่าจิตหยาบจะไม่ลงอุเบกขา เพราะสถานีสุดท้ายของโพชฌงค์มาหยุดที่อุเบกขา ถึงตอนนี้กายที่โยกก็จะหยุดกึก
ในการภาวนานั้นให้ภาวนาโพชฌงค์ไปเที่ยวเดียวจบ จบคำภาวนาแล้วให้โยกกายไปมาจนกว่ากายจะหยุดดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในข้อที่ผ่านมา และเมื่อกายหยุดแล้วให้นั่งอยู่เฉยๆ อย่าไปน้อมนึกอะไร ถ้าธรรมพร้อม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวเรียกว่าธรรมสัมปยุต
|
| ๒. คำสอนบอกว่าเมื่อภาวนาถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์กายที่โยกจะหยุด ผมภาวนาถึงตรงนี้กายก็หยุดจริง ๆ เป็นเช่นนี้หลายครั้งผมไม่แน่ใจว่าหยุดด้วยธรรม หรือเป็นเพราะความจำที่เรียนรู้มาแล้วไปตั้งโปรแกรมแล้วไปตั้งโปรแกรมไว้กับจิตว่าพอมาถึงตรงนี้ให้สั่งให้กายหยุด เป็นเช่นนั้นหรือไม่ครับ? ตอบ ถ้าเรามีอุปทานอยู่ที่จิตก็จะเป็นเช่นนั้น เพราะจิตไปยึดอยู่ว่าเมื่อถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล้วจะหยุด มันก็ทำตามสัญญาหรือความจำ ถ้ามันหยุดของมันเองด้วยความบริสุทธิ์จิตละเอียดมาก แม้ลมหายใจก็ไม่มี มันละเอียดอ่อนมาก จนสงสัยว่าไม่มีลมหายใจต้องสั่งให้หายใจ ๒-๓ ที ถึงจะมีลมหายใจออกมา มันละเอียดอ่อนถึงขนาดนี้
|
| ๓. ถ้ามีนิมตเกี่ยวกับเลข ๗ หรือมีความรู้สึกเหมือนแมลงไชตรงกลางกระหม่อม ซึ่งมีสัญญานว่าขึ้นโพชฌงค์ได้ ในการภาวนาต่อไปเมื่อถึงพละ ๕ แล้ว แต่ไม่มีนิมิตหรือสัญาณดังกล่าวปรากฎเหมือนที่เคยเป็นจะขึ้นโพชฌงค์ได้หรือไม่ หรือต้องรอให้นิมิตเกิดขึ้นก่อนทุกครั้งไปจึงจะขึ้น? ตอบ ถ้ามีนิมิตสัญญาณบอกเพียงครั้งเดียวครั้งต่อไปก็ขึ้นได้ไม่ต้องรอให้เกิดนิมิตทุกครั้งเพราะนิมิตก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นทุกครั้ง การภาวนาโพชฌงค์ให้ทำจิตให้ละเอียดให้มาก ภาวนาเที่ยวเดียวแล้วก็โยกกายไปมาอยู่เช่นนั่น ไม่ต้องทำอย่างอื่น โยกกายจนละเอียดลงๆ จนลงโพชฌงค์ได้ กายที่โยกอยู่ทีแรกเราโยกครึ่งตัวตั้งแต่บั้นเอวขึ้นไปเมื่อจิตละเอียดลงๆ จนลงโพชฌงค์ได้ กายที่โยกอยู่ทีแรกเราโยกครึ่งตัวตั้งแต่บั้นเอวขึ้นไปเมื่อจิตละเอียดลงจนเข้าสู่ภวังค์จิต แต่สติคุมไว้แข็งก็จะไม่ตกภวังค์ ถ้าตกภวังค์เราจะง่วงสติขาด ถ้าจะลงสัมโพชฌงค์กายก็จะหยุดกึกลง แต่ก่อนที่จะหยุดกายจากลำคอลงไปจะไม่โยกเหลือโยกเพียงศรีษะส่ายไปมาช้าๆ จนนิ่ง ยังอยู่ที่ลูกคางย้ายไปย้ายมา ถึงตรงนี้จะหลับมิหลับแหล่ถ้าสติคุมไว้ดีก็จะไม่หลับ พอถึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์ก็จะหยุดกึก มีความรู้สึกสว่างจ้าขึ้นมาทันที หรือมีแสงสีเขียวอ่อนเหมือนแสงนีออนอยู่ตรงหน้า จิตโปร่งสบายกายเย็น บนกระหม่อมเย็นสบายมากจิตละเอียดมาก
|
| ๔. ในคำสอนที่ว่าเมื่อกายหยุดจะมีแสงสว่างจ้าขึ้นที่หน้า กายจะเบาเหมือนลอยอยู่ในอากาศปรากฎการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติทุกๆ คนไหมครับ ดูๆ ไปแล้วไม่น่าจะเกิดกับทุกคนเพราะสภาวจิตและบุญกุศลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่ปฏิบัติแล้วไม่มีปรากฎการณ์เช่นนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่าการเจริญโพชฌงค์ของตนสมบูรณ์แล้ว? ตอบ ใครปฏิบัติถึงตรงนี้ก็ต้องได้รับผลเหมือนกัน โพชฌงค์ ๑,๐๐๐ คน จะเป็น ๑,๐๐๐ โพชฌงค์ไม่ได้ การที่รู้ว่า โพชฌงค์ของเราสมบูรณ์หรือไม่ก็ให้ดูที่สติว่ารู้ผัสะหรือไม่ รู้ทันผัสสะทุกอย่าง รู้ก่อนที่จะเกิด ถ้ารู้ได้ละได้ แสดงว่า โพชฌงค์เกิดแล้ว มีสติรุ่งโรจน์ การจะเกิดเช่นนี้ได้ต้องอาศัยการฝึกอยู่นานพอควร
|
| ๕. เมื่อภาวนาถึงปีติสัมโพชฌงค์ บางครั้งรู้สึกมีปิติวูบวาบขึ้นที่ผิวกาย บางคราวก็ไม่เกิดปีติกรณีที่ไม่เกิดปีติ เราควรจะยังภาวนาอยู่ที่ปีติหลายๆ เที่ยวจนกว่าจะเกิดปีติหรือไม่? ตอบ ไม่จำเป็นให้ภาวนาเที่ยวเดียวจบแล้วก็ให้ใช้การโยกตัวไปมา ขณะโยกก็ให้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วละ แม้มีความคิดเกิดขึ้นก็ให้ละเช่นกัน หรือนั่งโยกไปนานๆ เกิดขี้เกียจขึ้นมาก็ให้ละความขี้เกียจ เสียอย่าไปตามใจกิเลส ทำไปจนกว่าจิตจะละเอียด กายที่โยกก็จะช้าลงละเอียดลง จนหยุดกึก
|
| ๖. เมื่อภาวนาพละ ๕ ไปแล้ว มีสัญญานอะไรที่บอกว่าเรา
จะขึ้นโพชฌงค์ได้
? ตอบ สัญญานที่บอกอาจจะเป็นนิมิต เช่น เห็นเลข ๗ อยู่ข้างหน้า หรือเห็นบันได ๗ ขั้นอยู่ข้างหน้า ก็ให้ขึ้นโพชฌงค์ได้ หรือสติของเราแก่กล้าดีรู้ก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะองค์ธรรมของโพชฌงค์นั้น มีสติอยู่หน้าจะขึ้นโพชฌงค์ได้สติต้องมีกำลัง นอกจากนี้อาจจะมีนิมิตทางเสียงบอกให้ขึ้นโพชฌงค์ได้
|