วัดถ้ำขวัญเมืองเรืองรอง
  ขอเชิญคณะศิษยานุศิษย์วัดถ้ำขวัญเมืองและพุทธศาสนิกชนร่วมงานยกยอดฉัตรพระเจดีย์ทองคำวัดถ้ำขวัญเมือง ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ยกยอดฉัตร  
หน้าแรก | เกี่ยวกับวัด | ประวัติวัด | ประวัติหลวงปู่ | ธรรมะ | ถาม/ตอบปัญหาธรรมะ ติดต่อเรา
 
 
 
ธรรมะ
การปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน
ปิติ ๕
รูปฌาณ ๔
อิทธิบาท ๔, พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
มรรค ๘
อเนญชธรรม, โคตรภู
สมาบัติ
อเนญชธรรม , โคตรภู
โดย วัดถ้ำขวัญเมืองเรืองรอง 
ตามแผนผัง การปฏิบัติที่เขียนไว้ เมื่อเจริญธรรมในการปฏิบัติทางสมถะนี้จนถึงมรรค ๘ แล้วตรงนี้เป็นจุดสำคัญ เคยเน้นไว้ในมรรค ๘ว่า เป็นสถานีหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมะพึงจะรู้ คือเมื่อธรรมของเราพร้อมเพรียงดีแล้ว การสัมปยุตอยู่ด้วยฌาน ๔ แล้วเมื่อเราเจริญมรรคทั้ง ๘สัมปยุตเข้าไปอีก ธรรมทั้งหลายในองค์โพธิปักขิยธรรม ทั้ง ๓๗ ประการนั้น ก็รวมกันที่เรียกว่าสัมปยุต

เมื่อเราภาวนามรรค ๘ เริ่มจากสัมมาทิฏฐิ...เรื่อยมาจนถึงสัมมาสมาธินั้น พอมาถึงสัมมาสมาธิที่โยกซ้ายขวาจะหยุดลงเอง ไม่ใช่เราบังคับให้หยุด หรือเราคิดจะหยุด ธรรมะหยุดให้เอง แต่ก่อนที่จะถึงสัมมาสมาธิ ตอนนี้การโยกของกายก็จะเบาลง ๆ การหายใจก็จะอ่อนลงที่สุด จนบางครั้งสงสัยตนเองว่ามีลมหายใจหรือเปล่า คือลมหายใจละเอียดมาก จนถึงกับตกใจคิดว่าหมดลมหายใจ ถึงตอนนี้ตัวเราเองมัวแต่ค้นคว้าหาลมหายใจว่ามันยังหายใจออกอยู่หรือเปล่าก็มี แต่เมื่อเราหมดห่วงความกังวลในเรื่องลมหายใจแล้ว จิตจะละเอียดที่สุดกายที่โยกอยู่ก็จะหยุดลงเอง เมื่อหยุดลงเอง เมื่อหยุดแล้วเราจะรู้สึกว่าตัวของเราเหมือนกับลอยอยู่ในอากาศ คือเบามาก จิตก็เบา กายก็เบา แล้วก็คล้าย ๆ กับว่าไม่มีฌาน ๔ อยู่คือไม่เกร็งเหมือนเมื่อทำฌานเฉย ๆ มีอาการที่ตัวนี้อ่อนไหวได้ไม่เกร็ง แต่จิตตั้งเอกัคคตา คือจิตตั้งเป็นหนึ่ง หรือเป็นอัปปนาสมาธิอันเป็นสมาธิขั้นสูง

ทีนี้ปัญหาที่เราจะขึ้นไปอเนนชธรรม ซึ่งหมายถึงการขึ้นไปสู่สภาวจิตที่มีความมั่นคงแน่วแน่ไม่หวั่นไหวด้วยกำลังของสมาธิในฌาน ๔ หรือจตุตถฌาน การปฏิบัติขั้นตอนนี้ไม่มีในตำราไหนที่เขียนไว้เป็นไปตามที่อาจารย์เคยปฏิบัติมา อาจารย์ได้นำธรรมที่ปฏิบัติได้ผลมานั้นมาสอนพวกเรา ถ้าเราจะขึ้นไปอเนญชธรรม หลังจากที่เจริญมรรค ๘โดยขึ้นไปข้างหน้า หรือโยกตัวไปข้างหน้าแล้วโยกมาข้างหลัง ก็จะพบว่าโยกกายไปอีกทีหนึ่ง สองทีมันก็หยุดกึกไปต่อไม่ได้ ที่มันหยุดเพราะธรรมมันเป็นอัปปนาสมาธิคือ มีอุเบกขาฌานเต็มที่ เพราะมรรคองค์ที่ ๘ สัมมาสมาธิท่านว่าให้มีรูปฌาน๔ อยู่ทีนี้ถ้าจะเอาให้ละเอียด เราจะขึ้นไปตรงหน้าอีก โดยโยกตัวไปข้างหน้าก็เหมือนกับที่เก่านั่นแหละ เหมือนกับตรงที่ฌานที่ ๔ ขึ้นไปอรูปฌานโน่น หรือถ้าไม่ไปถึงอรูปฌานมันก็จะถอยเข้าไปหยุดอยู่ตรงอุเบกขาเฉย ๆ อุเบกขาตรงนี้เท่าที่ได้ฟังครูบาอาจารย์เคยพูดให้ฟังว่าไปอยู่ชั้นสุทธาวาสคือพรหมชั้นที่ ๑๒,๑๓,๑๔,๑๕,๑๖ ใน ๕ชั้นนั้นแหละ แล้วแต่ว่าอำนาจของฌานจะแก่กล้าขนาดไหน มันขึ้นไปสู่สุขเวทนาหรือบางทีก็หลงเข้าไปถึงอรูปฌานได้ด้วยถ้าจิตละเอียดมาก โดยเราไม่รู้ ตกลงว่าเราไม่ได้ทำวิปัสสนา

ในที่นี้จะยังไม่สอนอรูปฌาน แต่จะบอกไว้ขั้นต้นสักอย่างหนึ่งว่า ถ้าใครจะเข้าไปในอรูปฌานนั้นจะต้องอัดลมหายใจให้แน่นแล้วพุ่งไปข้างหน้า แล้วก็จะพบนิมิตในที่นั้นเป็นอากาศว่างเหมือนท้องฟ้า สว่างทั่วไปหมด ตรงกับคำที่ว่า อากาสานัญจายตนะ อันเป็นอรูปฌาน ๑ นั่นเอง

ที่นี้ถ้าเข้าไปแล้วถ้าเข้าไปแล้วลำบากมากคือว่าบางทีออกไม่ถูก ถอยออกมามันออกไม่ได้ติดอยู่ที่ตรงนี้ สภาวธรรมตรงนี้หลวงพ่อจะแสดงไว้เป็นพิเศษ คือจากอุบกขาฌานขึ้นไปแล้ว ถ้าเรากำหนดไปเข้าอรูปฌานต้องอัดลมหายใจคือกลั้นลมหายใจให้เต็มที่ จิตก็บังคับให้ตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาจิต มันก็จะพุ่งพรวดขึ้นไปข้างหน้าแล้วก็จะพบแสงสว่างจ้าทั่วไปหมด เป็นท้องฟ้าเป็นอากาศอย่างนั้น นั่นเป็นอรูปฌานที่๑ แล้วถ้าเราขึ้นไปต่ออีกจะขึ้นไปอรูปฌานที่ ๒ ก็อัดลมหายใจเข้าไปอีกนั่นแหละ อรูปฌานที่ ๒ ชื่อว่า วิญญานัญจายตนะ คือวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อขึ้นถึงอรูปฌานที่ ๒ นี่จะมีนิมิตเห็นคล้าย ๆกับดวงดาวหรือแสงหิ่งห้อยระยิบระยับเต็มไปหมด คือเป็นสมมุติเหมือนกับว่าดวงวิญญาณมีแสงสว่าง ที่แสดงไว้นี้ก็เพื่อจะได้รู้ ถ้าเผื่อใครหลงขึ้นไป ส่วนอรูปฌานที่ ๓ ก็อัดลมหายใจขึ้นไปอีกนั่นแหละ อัดลมหายใจขึ้นไปอีกเมื่อขึ้นไปถึงอรูปฌานที่ ๓ มีชื่อว่า อากิญจัญญายตนะ คือไม่มีอะไร ว่านิดหน่อยแคบเข้ามา มีสมมุติให้เห็นเท่านั้นไม่สว่างไม่แจ้งเหมือนเห็นท้องฟ้า มันแจ้งเหมือนกันแต่แจ้งนิดหน่อย ทีนี้ถ้าจะขึ้นอรูปฌานที่ ๔ ก็อัดลมหายใจเข้าไปอีกนั่นแหละ ตอนนี้ละเอียดที่สุดจนกว่ารูปของเรานี้ดับสิ้นไม่มีเหลือ ไม่มีตัวเราแล้ว จึงจะถึงขั้นอรูปฌานที่ ๔ ชื่อ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ เข้าหายไปเลย สิก็ไม่มี แล้วก็ถอยกลับออกมาก็มีสัญญาจำได้ แล้วเข้าหายไปดับสัญญาหมด เวทนาต่าง ๆ ทุกข์ สุข อะไรไม่มีทั้งสิ้น ดับหมด เหมือนกับว่ามันหายไปเสียเลย จะไปอยู่ไหนนั้นรู้ไม่ได้ แต่อย่าขึ้นไปนะ...ขอเตือนไว้ทุก ๆ คนอย่าลอง ลองแล้วออกไม่ถูกจะตกใจกลัว อาจารย์เคยติดอรูปฌานที่ ๓ ไม่ขึ้นไปอรูปฌานที่ ๔ ขึ้นถึงอรูปฌานที่ ๓ แล้วก็รู้สึกว่าเหมือนกับเราเข้าไปในที่ที่ลึกมาก ไกลมาก ไม่มีอะไร มีแต่ความว่าง วังเวงไปหมด รู้สึกหวาดเสียวเยือกเย็น ถ้าเราถอยกลับจากอรูปฌานที่ ๓ มาอรูปฌานที่ ๒ มาได้ ถอยอจากอรูปฌานที่ ๒ มาอรูปฌานที่ ๑ คือ อากาสานัญจายตนะ มาได้ แต่พอจะถอยจากอรูปฌานที่ ๑ มาเข้ารูปฌานที่ ๔ ถอยไม่ได้ ถอยแล้วเหมือนกับหลังติดกำแพง ถอยแล้วมันก็ติดกึก ถอยมันก็ติดกึก ทีนี้เป็นทุกข์ว่านี่เราจะทำอย่างไร? ออกไม่ได้ ก็พอดีนั่งอยู่ประมาณเกือบ ๑๐ นาที ธรรมในธรรมเกิดขึ้นบอกว่าให้ว่า “ เราเข้ามาอย่างไรก็ออกไปอย่างนั้นแหละ”คือเมื่อเราเข้ามาเราอัดลมหายใจแล้วพุ่งเข้าไป ฉะนั้น เมื่อออกมาเราก็ต้องอัดลมหายใจกระแทกกลับหลัง มันเหมือนกับพุ่งออกมาจากช่องประตูหรือหน้าต่างออกมาถึงรูปฌาน ๔ แล้วก็ถอยเรื่อยออกมาจนถึงรูปฌานที่ ๑ แล้วก็ออก น้ำตาร่วง เสียใจว่าประมาทไปเรียนไม่รู้จริงแล้วเข้าไปนี่คือว่าถ้าขึ้นไปอรูปฌานเป็นเช่นนี้ ฉะนั้นผู้ที่กำลังฝึกหัดอยู่อย่าเพิ่งขึ้นไปอรูปฌาน อรูปฌานนั้นเกี่ยวกับฤทธิ์อภินิหาร ไม่ใช่ทางหลุดพ้น ผู้ได้อรูปฌาน ๔ อีกเป็นฌาน ๘ เข้าก็ยังไม่หลุดพ้นยังไม่หมดกิเลสเพราะไปติดสุขเวทนา ตายไปก็ไปเกิดอยู่พรหมโลก ไม่มีรูปขันธ์ มีแต่นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งไม่ใช่ทางหลุดพ้น ฉะนั้นทางที่จะไปถึงพระนิพพานคือ...

เมื่อไปถึงสัมมาสมาธิมรรคแล้ว ก็เลี้ยวซ้ายไปอย่างเดียวไม่ต้องถอย คือโยกตัวไปทางซ้ายขวาทำเหมือนตอนขึ้นวิปัสสนา เลี้ยวซ้ายแล้วก็เจริญกรรมฐาน ๕ อันมี เกศา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ธาตุไฟ เคลื่อนไหวธาตุลม แล้วทีนี้ให้ภาวนาถอยกลับหรือย้อนกลับเพื่อเป็นการรื้อรูปทำลายรูป หรือทำลายธาตุโดยให้ภาวนาว่า ลมดับ ไฟดับ น้ำเน่า ดินพัง เมื่อทำอย่างนี้ เราเจริญกรรมฐาน ๕ ไปพร้อมกับกายโยกไปเรื่อย ๆ เมื่อเข้าทางแล้ว โดยเราว่ากรรมฐาน ๕ สัก ๔-๕ จบทีนี้เราเริ่มทำธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ตอนนี้ให้ภาวนาในใจว่า...แค่นแข็งธาตุดิน ชุ่มชื้นธาตุน้ำ อบอุ่นจะเห็นนิมิตของเรานี้เน่าเปื่อยผุพังไปจนแตกสลายไปหมด มีนิมิตเกิดขึ้นใหม่ให้เห็นได้ จิตของเราก็จะสลดช่วยให้เราคลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของเราลงได้

ตอนที่ว่าเที่ยวไป แค่นแข็งธาตุดิน ชุ่มชื้นธาตุน้ำ อบอุ่นธาตุไฟ เคลื่อนไหวธาตุลม ตอนถอยหลังว่า ลมดับ ...เรานึกให้เห็นว่าลมในกายของเรา คือนึกว่าลมหายใจดับนั้นเป็นอย่างไร นึกถึงคนตายก็จะเห็นรูปว่า อ้อ..คนตายนั้นเป็นอย่างนั้น ๆ ไฟดับ ...นี่คนตายเป็นอย่างไร เมื่อไฟดับแล้วร่างกายจะเย็นชืดแข็งทื่อ ทีนี้ตอน น้ำเน่า ...เรานึกถึงคนที่ตายแล้วมันเน่าเปื่อยผุพัง พองขึ้นมาน้ำเหลืองน้ำหนองเน่าไหลเหม็นฟุ้ง นึกให้เห็น แล้ว ดินพัง...นึกให้เห็นว่าเนื้อที่หลุดไปหมดจนเหลือแต่โครงกระดูก แล้วโครงกระดูกนี้ก็หลุดเป็นข้อ ๆ จนกลายเป็นขี้เถ้า ถูกเผาเป็นขี้เถ้า เรานึกให้เห็นภาพเหล่านั้น แล้วภาพเหล่านี้ก็ปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นเอง ธรรมทั้งหลายทำให้มีให้เป็นขึ้นแล้วธรรมในธรรมจะเกิดขึ้นมาเอง

ตรงทางไปอเนญชธรรมนี้ ทุกขเวทนามีมากเหลือเกิน ทั้งทุกข์กายทุกข์จิต ที่กายนี้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส บางครั้งก้นปวดแทบนั่งไม่ติดพื้นเอาทีเดียว แล้วก็ร้อนขึ้นมาทั้งตัวจนเหงื่อตก มันก็อึดอัดไปหมด บางทีก็อ่อนเพลีย ในสมองรู้สึกมึนงงไปหมด เมื่อขึ้นไป ๆ เรารู้ว่ากำลังไม่พอก็ให้เราถอยลงมาที่ฌาน ๔ เพื่อพักเอากำลัง เมื่อจิตมีกำลังดีแล้วก็โยกกายตรงขึ้นไปข้างหน้าฌาน ๔ เข้าสู่สัมมาสมาธิมรรค โยกขึ้นไปๆ เดี๋ยวเดียวมันก็หยุดหยุดแล้วก็จะเห็นมัว ๆ เรานั่งอยู่ที่นั่นแหละ ทุกขเวทนามันจะดับหมดอยู่ให้นานสักหน่อย แล้วก็ถอยกลับลงมาอีก มาหยุดอยู่ที่ฌาน ๔ เพื่อเอากำลังจากสุทธาวาสหรือพรหมโลกมาสู้ทุกขเวทนา แล้วก็เลี้ยวซ้ายหรือโยกไปทางซ้ายขวาไปที่สัมมาสมาธิมรรคจากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเจริญภาวนากรรมฐาน ๕ ต่อ

ทำลายธาตุแล้ว...ทีนี้ทำลายรูป รูปที่เราว่า...เกศา โลมา ...นั่นแหละโดยนึกว่าเอาผมออก เอาขนออก เอาเล็บออก เอาฟันออก เอาหนังออก เอาไว้เป็นกอง ๆ เราคิดเห็นอย่างนั้น เอาผมออกไปไว้กองหนึ่ง นึกให้มันเห็นว่าเอาผมกองอยู่ตรงนั้น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาออกทีละอย่างๆ จนเอาเนื้อออก เอาเอ็นออก เอากระดูกออก นี่เรียกว่าทำลายรูป แล้วตั้งรูปเอากระดูกตั้งเข้า เอาเอ็นใส่เข้า เอาเนื้อใส่เข้า เอาหนังหุ้มเข้า เอาฟันใส่เข้า เอาเล็บใส่เข้า เอาขนใส่เข้า เอาผมใส่เข้าเป็นรูปตามเดิม นี่เรียกว่าตั้งรูป – ทำลายรูป ตัวนี้เป็นตัววิปัสสนาที่สำคัญมาก เราทำอย่างนี้แล้วก็โยกกายไป ๆ ๆ ถ้าถึงอเนญชธรรม กายที่โยกก็หยุดเองอีกนั่นแหละ

ในระหว่างทางที่ภาวนาอยู่นี้ ถ้าเกิดเห็นทาง๓ ทางขึ้นมา ให้ตัดสินใจไปในสายกลางอย่าไปทางขวาและอย่าไปทางซ้าย ถ้าไปสองทางนั้นจะหลงทางได้ เมื่อเลือกไปทางกลางบางทีไปพบป่ารกขวางหน้าอยู่หรือทางขาด ก็ไปตรงทางหน้านั้นอย่าหลบ บางทีก็ไปพบตึกขวางหน้าอยู่ก็ทะลุไปทางตึกนั้น ไม่ต้องหลบหลีกไปไหน บางทีก็ไปพบเหวอยู่ข้างหน้าก็ข้ามเหวไปตรงหน้านั้น ไม่ต้องไปกลัวตกเหว มีอะไรต่าง ๆ ที่อยู่ตรงหน้าก็ไปให้ตรงไปทางนั้น อย่าเลี้ยว อย่าหลบ นี่เป็นหลักสำคัญ

ตรงนี้มีนิมิตต่าง ๆมีความจริงมาก ๙๐ % เห็นอะไรแล้วก็เป็นความจริง กายเราโยกไป ๆ ๆ เวลาที่มันจะหยุด มันเหมือนกับเรามุดเข้าไปตามช่องรั้วหรือว่ามันคล้ายทำตัวให้เล็กลงคล้าย ๆ อย่างนั้น แล้วก็ไปโผล่ขึ้นอีกด้านหนึ่ง มันก็หยุดกึกคล้าย ๆกับว่าเราเราหนีอะไรมา ลักษณะเป็นเช่นนั้นพอไปถึงที่นั่นแล้วจะหยุดกึก ทีนี้ความสว่างเกิดที่ข้างหน้าจ้าทันที มีสีเขียว สีเหลือง สีขาว สีแดง สีเหล่านี้แหละเรียกว่าฉัพพรรณรังสี แล้วจิตใจรู้สึกสบายเบิกบานที่ สุด เอาไปเทียบเคียงกับ อุเบกขาสัมโพชฌงค์และอุเบกขาฌาน ๔ แล้ว มันละเอียดผิดกันไปหมด ถึงอเนญชธรรมนี่แล้ววิเศษที่สุด จิตใจไม่เอาอะไรทั้งสิ้นไม่หวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น อเนญชธรรมก็แปลว่าธรรมที่ไม่หวั่นไหว อะไรมากระทบกระทั่งก็ไม่หวั่นไหวทั้งนั้น มีอุเบกขาเฉยได้อิ่มเอิบใจ เมื่อออกจากฌานแล้วก็ยังรู้สึกอิ่มเอิบใจที่สุด มีสติรุ่งโรจน์ที่สุด กล่าวคือสติลุกโพลงแจ่มจ้า เวลานอนหลับตาก็เห็นแจ้งอยู่เสมอ ลืมตาก็เห็นในห้องนอนแจ้งทั่วไปหมด เวลานอนหลับ ก็เข้าใจว่าตนไม่หลับ เพราะสติมันตื่นอยู่ สติเป็นชาคระ ชาคระก็แปลว่าความลุกโพลงของสติ นี่สติกล้ามาก สตินี่แหละเป็นมหาสติที่จะทำให้เราถึงพระนิพพานได้ เป็นสติที่รุ่งโรจน์

เมื่อถึงอเนญชธรรมแล้วเราก็นั่งอยู่เฉย ๆ ซึ่งจะรู้สึกปลอดโปร่งสบายที่สุด มีอุเบกขามั่น ธรรมตรงนี้สมาธิเป็นอัปปนาจิต เป็นอัปปนาสมาธิ ไม่ใช่เป็นอุปจารสมาธิ คือธรรมมันสัมปยุตมาหมด ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ รวมกันหมดแล้วจึงจะไปถึงอเนญชธรรมนี้ได้ ฉะนั้น เมื่อเดินถึงมรรค ๘ แล้วก็ขึ้นไปอเนญชธรรมได้ทุกคน แต่อย่าขึ้นเล่น ๆ อย่าทำส่ง ๆ ต้องละเอียดละออ และที่บางคนว่าปฏิบัติธรรมแล้วไม่พบอะไร ไม่เห็นอะไร ไม่รู้อะไรนั้น เหตุว่าเขาไม่มีศรัทธาพอที่จะฝึกฝนตนเองให้ได้สมาธิที่แน่ชัด เมื่อมีสมาธิแน่ชัดแล้วก็มีปัญญาที่จะทำวิปัสสนาให้บรรลุผลได้ดี เรามีศรัทธามั่นคงพอใจในธรรมตามอิทธิบาท ๔ ไม่ใช่เราเข้ามาบวชเรียนหรือเข้ามาปฏิบัติธรรม คิดว่าชั่วครู่ชั่วยามเพื่อเล่น ๆ อย่าคิดเช่นนั้นเป็นการไร้ประโยชน์

เมื่อถึงอเนญชธรรมนี่แล้ว ยังอีกขั้นเดียวก็จะถึง โคตรภูญาณ คือโคตรของคนหรือสุดความสิ้นสุดของโลกียะ วิชชาที่จะรู้ของโลกียะก็มีแค่โคตรรภู พอออกจากอเนญชธรรมก็โยกกายไป ๆ ทำกรรมฐาน ๕ โยกขึ้นไปทางนั้นตรงหน้าไม่ต้องเลี้ยว โยกขึ้นไปตรงหน้า หายใจให้ละเอียดเข้าถ้าธรรมของเราพร้อมคือศีลก็ดีมาก สมาธิก็ดีมากและมีปัญญาก็ดีมาก เต็มเปี่ยมเป็นอริยมรรค ตัวของเราก็จะหยุดเอง แล้วก็จะเห็นนิมิตข้างหน้าเป็นแม่น้ำหรือมหาสมุทรทะเลขวางกั้นอยู่ฝั่งกระโน้น ที่เขียนรูปนิมิตไว้ในแผนผังว่าเป็นฝั่งของพระนิพพานนั้น คือพระนิพพานสมมุติ ส่วนฝั่งแม่น้ำฝั่งนี้เป็นฝั่งโลกียะ คนเราที่เกิดมาชาตินี้ใครปฏิบัติได้ถึงโคตรภูญาณก็เป็นวิเศษสุด แล้วแปลเป็นภาษาไทยก็คือว่าสุดโครตคน ถึงที่สุดถ้าเรา “ละ”กิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ดีแล้ว

เมื่อถึงโคตรภูญาณการที่จะเข้าไปถึงพระนิพพานได้นั้นแม้จะมีแม่น้ำหรือมหาสมุทรขวางหน้าอยู่ก็ตาม ไม่มีปัญหาอันใด ไม่ต้องข้ามเรือข้ามแพหรอก ธรรมพาข้ามไปเอง นิมิตที่เห็นนั้นเป็นเพียงสมมุติ มีนิมิตขึ้นให้เราเห็นเป็นห้วงมหรรณพหรือเป็นห้วงที่กั้นขวางเรา ถ้าเป็นคนไม่สะอาดคือยังมี ราค ระ โทสะ โมหะ อยู่ ยังละไม่ได้หมดสิ้นแล้วมันก็เข้าไปนิพพานไม่ได้ จะถึงพระนิพานได้ต้องสะอาดที่สุด ตัวนิพพาน เป็นภาษามคธ มาจากภาษาสันสกฤตว่า นิรวาณ “นิระ”แปลว่า “นำออกให้สิ้นเชิง” “วาณะ”แปลว่า กิเลส คือนำกิเลสออกให้หมดจากจิตโดยสิ้นเชิงแล้วก็ถึงพระนิพพาน ถึงพระนิพพานแล้วก็มีความว่าง ไม่มีสุข...ไม่มีทุกข์...ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

ธรรมที่จะไปถึงพระนิพพานนี้มีลักษณะคือเมื่อไปถึงโคตรภูแล้วกายจะหยุดนิ่ง ถ้ามรรคของเราเป็นอริยมรรคดังที่แสดงไว้แล้วว่า ศีลดีที่สุด สมาธิดีที่สุด มีปัญญาดีที่สุด คือศีล สมาธิและปัญญารวมตัวกันเป็นมรรคสมังคี คือทั้ง ๓ ฝ่าย สมดุลกันมีกำลังเท่าเทียมกันเป็นอริยมรรค เป็นทางที่จะนำไปสู่มรรคผลนิพพานได้ ที่เป็นไปไม่ได้ก็เนื่องจากว่าเป็นผู้มีศีลสกปรก ถ้าเป็นกิเลสหยาบภายนอก จะผิดศีลกายกับวาจา ถ้ามีกิเลสหยาบอย่างกลางยังมี ราคะ โทสะ โมหะ อิจฉา ริษยา อวดดี อวดรู้ อวดเก่ง มีมานะ หรือถือตัวถือตนอยู่ ถ้ายังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่ก็ยังไปไม่ได้ แม้จะสามารถปฏิบัติไปให้ถึงได้ แต่จะเข้าพระนิพพานไม่ได้ ถ้าจะเข้าได้แล้ว เรานั่งอยู่เฉย ๆ อย่าน้อมจิตไปข้างหน้าและอย่านึกไปข้างหลัง ถ้าเรานึกว่าอยากจะเข้าพระนิพพานนั่นไม่สำเร็จ ตัวที่นึกว่าอยากจะเข้าอยากจะถึงพระนิพพานนั่นคือตัวภวตัณหาเป็นกิเลส ให้นั่งอยู่เฉย ๆ นานสัก ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที หากเข้าได้มันจะเข้าไปเอง หากเข้าไม่ได้คือไม่มีอะไรก็ถอยออกมา เราต้องสำรวจว่าเราบกพร่องอันใด โดยมากจะเป็นเรื่องศีลไม่ใช่เรื่องอื่น ถ้าศีลของเราดีแล้ว จะไม่มีปัญหาอะไร ก็กิเลสอย่างกลางที่อยู่ที่จิตคือ ราคะ ได้แก่ ความรัก ความใคร่ ความชอบ ในสิ่งต่าง ๆ ยังติดค้างจิตเราอยู่ หรือไม่ก็ โทสะ คือยังเป็นผู้ที่ฉุนเฉียววู่วาม ชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่ยอมฟังไม่ยอมปฏิบัติตามครูอาจารย์ เช่นดูหมิ่น ครูอาจารย์ ดูหมิ่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพูดล้อเล่นพระธรรม โดยพอใจธรรมะ อันใดก็เอามากล่าวด้วยความคะนอง ให้แผลงไปจากความหมายบัญญัติไว้ อย่างก็เป็นผู้ไม่เคารพในพระธรรม การที่ไม่เคารพในครูบาอาจารย์ ผู้สอนธรรมก็เช่นเดียวกัน ต่อหน้าว่าเคารพลับหลังพูดนินทา ครูบาอาจารย์ ตำหนินั่นตำหนินี่ เพราะกิเลสมันสอนให้ว่า ไม่รู้จักกิเลส อย่างนี้แล้วความไม่สะอาดแห่งจิตมีอยู่ เมื่อความไม่สะอาดแห่งจิตมีอยู่ยังข้องอยู่ด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือยังต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ธรรมที่จะสัมปยุตตรงนี้หรือธรรมที่จะรวมก็ไม่รวมให้ ถ้าหมดกิเลสแล้วธรรมก็จะรวมให้

ตามลักษณะของการรวมคือ จะมีปีติเกิดขึ้นเรียกว่าผรณาปีติ คือซาบซ่านตั้งแต่เท้าขึ้นมาทั้งตัวขึ้นมาสู่หัว วูบ ๆ แล้วรู้สึกซ่า ๆ ผิวกายขึ้นมาถึงศรีษะของเราแล้วรู้สึกว่าหนักบนหัวของเราเหมือนกับทูนอะไรไว้ตอนนี้มันขึ้นทีหนึ่ง เดี๋ยวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองยิ่งหนักมากขึ้นไปอีก หนักเหลือเกินจนในหัวของเรานี่กะโหลกศรีษะรู้สึกดังเหมือนกับกร็อบแกร็บๆๆ แทบทนไม่ไหว ขึ้นวูบที่สามอีก แล้วก็ที่จิตมันบอกว่า “ ตาย อ้อ...คนตายอย่างนี้เอง รู้อย่างนี้”... ที่แสดงมายังบกพร่องอีกนิดหนึ่ง คือก่อนที่จะถึงโคตรภูนี้ ขันธ์ ๕ ของเรามันเริ่มดับแล้ว รูปดับ เวทนาดับ สัญญาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ ดับหมด ดับให้เห็น ...เมื่อขึ้นวูบ ๆ ๆให้เรายอมว่า ตาย คือ ไม่กลัวตาย ให้เข้าใจไว้อย่างนี้ ถ้ากลัวตายข้ามไม่ได้ เพราะไปดิบ ๆ ไม่ได้พระนิพพานต้องตายไปถึงจะไปได้ คือขันธ์ ๕ ดับ เมื่อเรายอมว่าเราตายเท่านั้น ไอ้ที่มันหนักอยู่บนหัวนั้น จะเลื่อนลงมาทางต้นคอสองข้าง ลงมาหนักอยู่ที่ก้น ข้างบนโปร่งสบายแล้วก็จ้าแจ้งสว่าง ทั่วไปหมด เราก็รู้เองว่านี่พระนิพพาน แล้วก็การที่จะเป็นพระอรหันต์ได้นี่ต้องละสังโยชน์ ได้ สังโยชน์ มี ๑๐ แต่ก่อนที่จะละสังโยชน์จะต้องตรวจขันธ์ ๕ ก่อนว่าดับหรือยัง เมื่อตรวจขันธ์ ๕ ว่าดับแล้ว จึงตรวจอริยสัจ ๔ หลาย ๆ เที่ยว

การตรวจอริยสัจ ๔ ให้ตรวจไปตามลำดับ คือ ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจที่นั่งอยู่นี่มี หรือเปล่า ไม่มี กายสบาย ไม่มีทุกข์อะไร แล้วในตอนนี้ ใจก็สบายรู้สึกปลอดโปร่ง...สมุทัย...เหตุให้ทุกข์เกิด คือ ตัณหา ๓ ได้แก่ กามตัณหา ,ภวตัณหา, วิภวตัณหา, เรามีหรือไม่เมื่อไม่มีแล้วที่ดับนี้คืออะไร ก็เพราะเราละมันดับหมด ที่เราทำวิปัสสนา ละมันดับหมด ทุกข์กายทุกข์ใจละดับหมดแล้ว ที่เราพบจ้านี้คืออะไร คือ นิโรธ คือดับได้หมดแล้ว ดับทุกข์หรือดับกิเลสได้หมดแล้วก็เป็นนิโรธ ที่เราเข้าถึงนิโรธก็คือเข้าถึงนิพพาน นั่นเอง นั่นมาจากอะไร มาจากเราเจริญ มรรค จึงทำให้เรารักษาศีลได้ดี เราทำสมาธิทำฌานได้ดี แล้วเรามีปัญญาละกิเลสไดทั้งหมด เมื่อตรวจอริยสัจ ๔ แล้วเช่นนี้ ก็ตรวจสังโยชน์ ๑๐ ดูว่าเราละอะไรได้อีก
๑. ละ สักกายทิฏฐิ คือไม่ติดในตัวในตนแล้วไม่เสียดายแล้ว ซึ่งตัวตน ไม่เอาแล้ว
๒. ละวิจิกิจฉา ไม่มีความสงสัยในศีลในธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น
๓. ละสีลัพพตปรามาส เราก็ไม่ได้เล่นลูบคลำอยู่กับศีลแล้ว ไม่ใช่วันหนึ่งต่อศีล ๒ หน วันหนึ่งแสดงอาบัติ ๓ หน ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่มีแล้ว ไม่เป็นสีลัพพตะ เมื่อนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วสิ่งอื่นเลิกไหว้กัน เลิกนับถือ
๔. ละราคะ ละได้ไหม ราคะละได้หมด ไม่มีความรักความใคร่ใด ๆ ทั้งสิ้น
๕.ละโทสะ ตัวที่ ๕ ละได้ไหม ถ้าละได้ ๓ ตัวต้นคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ พระโสดา ถ้าละ ได้ ๓ ตัวต้นนี้ แล้วละราคะ ละโทสะได้อีกครึ่งหนึ่งก็ได้ พระสกทาคามี ถ้าละได้ ๕ ตัว คือละ ๓ ตัวต้น และละราคะ ละโทสะ ได้เด็ดขาดก็ได้พระอนาคามี ทีนี้ละสังโยชน์เบื้องปลายได้อีก ๕ ตัว ได้ไหม ? ซึ่งมี
๖ ละรูปราคะ คือรูปต่าง ๆ ที่สวยงามหรือไม่สวยตลอดถึงรูปฌานก็ต้องละได้ด้วย
๗. ละอรูปราคะ คือสิ่งที่ไม่มีรูป เช่นกลิ่นนี่ไม่มีรูป เสียงนี่ไม่มีรูป เราละได้ไหมเสียงดีเสียงชั่ว ก็ละได้ทั้งสิ้น กลิ่นดีกลิ่นชั่วละได้ทั้งสิ้น แล้วก็ละอรูปฌานได้ด้วย ...ผู้ที่ทำอรูปฌานเป็น
๘. ละมานะ มานะคือความถือตัวถือตน ถือชาติว่าเราเกิดในตระกูลผู้ดีไม่ใช่ตระกูลต่ำ เราไม่ถือว่าตระกูลไหน เป็นมนุษย์ เหมือนกันหมด นี่เป็นตัวมานะ ถือความรู้ว่ามีความรู้มาก มีความรู้สูง กว่าผู้อื่นนี่ก็เหมือนกัน ถือชั้นวรรณะ ว่าเป็นกษัตริย์ ว่าเป็แพศย์ ว่าเป็นศูทรอะไรก็ตามนี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มียึดถืออะไรแล้วก็หมดตัวมานะ
๙. ละอุทัจจะ คือความฟุ้งซ่าน ตัวที่ ๙ มักฟุ้งซ่าน การฟุ้งซาน เช่นอยากพูด อยากสอน อยากทำอะไร ไม่หยุดไม่นิ่ง เป็นคนหยุดนิ่งไม่ได้ พบใครก็อยากสอน ชอบตั้งตนเป็นศาสดา

เมื่อละได้ ๙ ตัวนี้ ตัวที่ ๑๐ คืออวิชชา เป็นตัวไม่รู้ เมื่อละได้ ๙ ตัวมันรู้หมด ตัวอวิชชาไม่ต้องละอะไร มันดับตัวเอง สังโยชน์ มันจะขึ้นทั้ง ๑๐ ตัว เมื่อขึ้นทั้ง๑๐ ตัวนี้แล้ว ความเป็นพระอรหันต์ก็ได้กับผู้นั้นแต่จะเป็นสมุจเฉทหรือไม่ ต้องใช้เวลารักษาธรรมนั้น อยู่ให้ได้ ๔๙ วัน คือจิตไม่กลับไปกลับมา จิตผ่องใส สะอาด อยู่เช่นนั้นตลอด ๔๙ วัน เช่นเดียวกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว พระองค์ได้เสวยวิมุตติสุขคือเสวยความหลุดพ้นของพระองค์ที่โคนต้นโพธิ์ ๗ วัน โคนหว้า โคนไทร โคนจิก และอื่น ๆ อีก พักอยู่ที่ละ๗ วัน รวม ๗ แห่ง ๔๙ วัน จิตไม่คืนคลายแล้ว ละสังโยชน์นั้นคงอยู่ตามเดิม ข้างนอก ละได้เข้าไปข้างในก็ยังละได้ เพราะสัจธรรมเป็นของจริง นี่คือความหมดกิเลสอันสิ้นเชิง ผู้ใดถึงธรรมละสังโยชน์ ๑๐ ได้แล้ว การมาเวียนว่ายตายเกิดไม่มีอีก ถ้าเราได้ในชาตินี้ชาติต่อไปเราก็ไม่มีอีก เรียกว่าถึงพระนิพพาน ก็มีเพียงเท่านี้ธรรมะ แต่นั่นแหละการที่แสดงธรรมเพียงชั่วโมงหนึ่งจะให้ละเอียดถี่ถ้วนทุกอย่าง นั้นมันไม่พอกับเวลา ธรรมทั้งหมดมีความละเอียดมีความซับซ้อนมาก ในขณะที่ปฏิบัติอยู่มีนิมิตต่าง ๆ ที่ไม่ได้แสดงไว้ในนี้มาก นิมิตที่บอกให้ก็มี...นิมิตเปรียบเทียบก็มี เป็นปริศนาก็มี ต้องตีให้แตก

ที่อาจารย์เคยพบมา เมื่ออยู่ระหว่างสัมมาสมาธิมรรคกับอเนญชธรรมว่า...ได้ขึ้นหัวรถจักรไอน้ำ แล้วก็ขับรถจักรนั้นไป ไม่มีใคร ตัวคนเดียว แล้วก็ไอ้รถจักรไอน้ำก็ไม่เคยขับ แต่ก็ขับไปได้ รู้วิธีเปิดไอว่าอย่างไร อย่างไรมันก็มีฟืนมีไฟของมันอยู่พร้อมแล้ว ขับพอขยับคันโยกรถก็เคลื่อนที่ เราโยกให้มากเข้าคันโยกตรงนั้นต่ำเข้า รถไฟก็วิ่งเต็มที่ พอวิ่งเต็มที่ก็เห็นสะพานช่องน้ำขาดอยู่ เมื่อขาดอยู่จิตก็นึกว่าขับให้เร็วเข้ามันก็กระโจนข้ามพ้นไปได้ รถไฟก็ข้ามพ้นไปได้จริง ๆ ไปพบทางเหมือนกับทางตันพบภูเขาขวางอยู่ข้างหน้า แต่เห็นรางรถไฟมันตรงภูเขาเข้าไป ภูเขาก็ภูเขาขับตรงไปที่ภูเขานั่นแหละ ตอนสุดท้ายรถไฟมันก็ผ่านทะลุภูเขาออกไปฝั่งโน้น หมดสิ้นทาง ภูเขาคือฝั่งกั้นพระนิพพานนั่นเอง นี่นิมิตที่เห็น แล้วเมื่อได้ธรรมขั้นนี้ นิมิตอีกอย่างหนึ่งคือ ...เห็นเทียนไข ๔ เล่ม ตั้งอยู่ที่ชั้นตามลำดับขึ้นไป ตั้งแต่ชั้นต่ำขึ้นไป ๔ ชั้น เล่มที่ ๔ อยู่ชั้นสูง เห็นเทียนเล่มที่ ๑ ลุกรุ่งโรจน์ อยู่แล้วก็ดับไปเหลือแต่ก้น เล่มที่ ๒ ก็ดับไป เล่มที่ ๓ ก็ดับไป เล่มที่ ๔ ยังเหลืออยู่ครึ่งเล่ม พอดู ๆไปก็ดับไป ดับหมดทั้ง ๔ เล่ม เมื่อเทียนดับหมดทั้ง ๔เล่ม เราก็ผ่านธรรมทั้ง๔ ขั้นได้ เมื่อผ่านแล้วก่อนที่เราจะออกจากนั่งกรรมฐานก็จะเห็นเทียนชัย เทียนชัยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราละสังโยชน์ได้แล้ว ๗ วันเห็นเทียนชัยเล่มโตมากเกือบเท่าแขนตั้งอยู่ตรงหน้า ยาวประมาณแขนหนึ่ง เห็นมีใส้แต่ยังไม่จุด พอเราเพ่งไปถึงไส้ ประเดี๋ยวก็เกิดไฟจุดขึ้นเองที่ไส้เทียน แล้วก็ลุกจ้า แจ้งโร่ แล้วก็ดับพรึบลงเดี๋ยวนั้น ตัวรู้เราก็รู้ทันทีว่าที่เทียนชัยลุกโพลงขึ้นแล้วดับไปนี้... การปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นการจบสิ้นไปแค่นี้เอง แล้วก็เมื่อถอยออกมาก็ได้ยินเสียงดังก้องกังวานทีเดียวว่า “ ธรรมทั้งหมดนี้ไม่มีใครเข้าได้เข้ถึงทั้งนั้นแหละ” เป็นอย่างนี้เสียงนั้นคือใคร ไม่ใช่เทวดา เป็นเสียงภายในของธรรมนั่นเอง เสียงของเรานั่นเอง เสียงของความรู้สึกของเรานั่นเอง ที่เรียกว่า “ปัจจัตตัง”ก็คือตัวเรารู้ด้วยตนเอง เราปฏิบัติธรรมอะไรได้เราก็รู้ด้วยตนเองไม่ใช่ไปถามผู้อื่นแล้วเขาถามว่าว่าอย่างนั้น ๆแล้วก็เรียกว่าเรารู้ ...อย่างนั้น เรียกว่ายังไม่รู้ ใช่ว่าผู้ที่ถามเขารู้ธรรมดี นอกจากจะถามพระอรหันต์ถ้ายังต้องถามเขาอยู่ก็หมายความว่ายังไม่รู้

ให้เราทุกๆคน บรรดาศิษย์ทั้งหลาย ทั้งเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา พึงตั้งจิต ตั้งใจใน การปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ อย่าคิดประทุษร้าย พระศาสนาด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด การทำความยุ่งยากใด ๆ ให้กับหมู่คณะหรือกับใคร ๆ ก็ตามย่อมเป็นการทำลายซึ่งพระศาสนาทั้งสิ้น ยิ่งมาทำความกระทบกระเทือนใจให้กับครูบาอาจารย์ด้วยแล้วยิ่งหนักมากเพราะเจตนาของครูบาอาจารย์ ที่สอนพวกเรานี้สอนเพื่อความหลุดพ้นไม่ได้สอนครึ่ง ๆ กลาง ๆ ด้วยจิตใจที่มีศรัทธาแท้จึงมุ่งหวังที่จะสอนศิษย์ทุกคนให้เป็นผู้หลุดพ้นให้เป็นผู้หมดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย ไม่ใช่สอนครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือ งู ๆ ปลา ๆ แต่ว่าศิษย์บางคนที่ยังมีพยศอยู่ ยังมีทิฏฐิมานะอยู่ พึงทำลายทิฏฐิมานะของตนเสียให้สิ้น อย่าคิดหาเรื่องที่เป็นอัปมงคล อย่าคิดสร้างเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและตนเอง อย่าทำความกระทบกระเทือนให้แก่ผู้ใด ให้เราเป็นผู้ที่มีความสันโดษมักน้อยมีความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ที่ได้อยู่ อย่าทะเยอทะยานในสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ แล้วก็อย่าคลุกคลีกันด้วยหมู่คณะ ต่างองค์ต่างคนต่างอยู่ ต่างปฏิบัติ ตามกิจของตนที่เคยปฏิบัติอย่าเป็นผู้เกียจคร้านเห็นแก่หลับแก่นอน ตรงกับธรรมะที่ว่า “โภชเนมัตตัญญุตา” รู้จักกินอาหารแต่พอสมควรไม่มากไม่น้อยจนเกินไป “ชาคริยานุโยค” หมั่นประกอบความเพียร ไม่เห็นแก่หลับแก่นอนมากนัก นื่คือ ทางที่ไปพระนิพพาน นี่เป็นจรณะ ๑๕ อยู่ในจรณะ ๑๕

โดยมากพอเจ้าเกลอกิเลสขึ้นมาแล้วก็ตามหลังเจ้ากิเลสต้อย ๆ ทีเดียวขาดสติ ขาดความสำนึกมันจึงทำให้ความยุ่งยากในหมู่คณะ เกิดขึ้น ทำให้ความแตกร้าวในหมู่คณะมีจุดรอยร้าวขึ้น เป็นผู้ที่ไม่รักสำนัก ไม่รักธรรมะ ไม่เคารพพระรัตนตรัย เป็นการทำลายพระศาสนาทั้งสิ้น ฉะนั้นในการบวชการเรียนจะมาบวชสักเท่าใดก็ตาม ให้มุ่งกอบโกยเอา บุญนำติดตนกลับไปบ้าน อย่าได้โกยเอาบาปไปเป็นอันขาดเพื่อพี่น้องพ่อแม่จะได้มีความภูมิใจในความเรียบร้อยของเรา การเข้ามาอยู่ที่วัด มาบวชเรียนก็คือการเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อขัดเกลาความหยาบช้าเลวทรามของเรา ไม่ใช่เข้ามาเพื่อสะสมเอาความเลวกลับไปให้มากขึ้น ถึงอุบาสกอุบาสิกาก็เช่นกัน การเข้ามารับธรรมปฏิบัติธรรมแล้ว อย่าได้ไปกระทำความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับผู้หนึ่งผู้ใด จงรู้จักรักหมู่รักคณะให้สมานสามัคคีมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกิจการต่าง ๆ ที่สามารถจะช่วยได้ อย่าไปข่มเหงให้เขาเชื่อบังคับให้เขาเชื่อ แล้วอีกอย่างหนึ่งธรรมะหรือตัวอาจารย์เองก็เช่นเดียวกัน ขอให้ศิษย์ทุกคนอย่านำไปยกย่องให้มันเลยเถิด ให้พูดแต่ตามความเป็นจริงที่พบที่เห็นที่รู้ เคยได้ยินเข้าหูบ่อย ๆ ว่าบางคนเอาไปพูดจนเลอเลิศเกินไป ให้เราพูดตามความเป็นจริง หากใครไม่เชื่อในธรรมะก็อย่าไปบังคับเขา คนเราสร้างบุญสร้างบาปมาไม่เหมือนกัน หรือที่เรียกว่ามีบุญวาสนาไม่กัน คนที่มีวาสนาก็ฟังธรรมได้เข้าใจ เกรงกลัวบาปละอายต่อบาป คนที่มีกุศลน้อย บุญน้อยก็คิดจะลองดีต่อบาปคิดจะทำบาป และก็ลงมือทำบาป นี่เป็นเช่นนี้ ถ้ามิฉะนั้น กฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิดก็ไม่มีแก่เขา การที่เขากระทำเช่นนั้น ก็เพื่อจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารไม่มีจบสิ้น โดยที่ไม่รู้จักธรรมที่ตัดกระแส

ผู้ที่ประมาทโดยมากมักมีความคิดเห็นว่า นรกไม่มีจริงสวรรค์ไม่มีจริง เป็นเช่นนี้เพราะอะไรเพราะความมืดมัวของตนมีโมหะอวิชชาเข้าครอบงำ ดวงตาแห่งจิตไม่สว่าง แล้วเมื่อมาพบธรรมที่ถูกต้องแท้จริง ก็ยังไม่พยายามที่จะฝึกฝนอบรมเตือนตนให้จิตใจสว่างขึ้นอีก จึงเป็นบุรุษผู้อาภัพ หรือเป็นบุรุษที่มืดบอด เกิดมามืดแล้วก็ยังจะพามืดไปอีก ไม่เป็นมนุษย์ที่แท้จริง มนุษย์ที่แท้จริงนั้นต้องมีปัญญา ให้เราคิดว่าเราทุกคนทีเกิดมานี้โดยมากมืดมา ถ้าไม่มืดมาไม่อยู่ที่ยากจนที่ลำบากหรอก ฉะนั้นได้มาพบพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้มาพบพระสงฆ์ผู้ทำการสั่งสอนธรรมอันแท้จริงแล้ว เราควรจะพาความสว่างไป ควรจะทรมานทิฏฐิมานะของตนเสีย ให้ดับให้หมดให้สิ้น อย่าเพาะอย่าเลี้ยงเอาไว้ทำลายตัวเรา อย่าให้ชักนำเราลงไปนรก ลงไปสู่อบายภูมิในภูมิต่าง ๆ เช่น สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ซึ่งมีอยู่ ๔ ภูมิ ถ้าเราไม่กลัวเกรงต่อบาปกรรมแล้ว อาจารย์ก็คิดว่าไม่จำเป็นจะต้องสอนอะไรอีกเมื่อใครอยากจะลงก็ลงไปเถอะนรก แต่อย่ามาทำความเดือดร้อนให้กับวัดวาอารามในหมู่คณะของเราก็แล้วกัน อาจารย์ขออนุโมทนาสาธุต่อทุก ๆคน ที่มีเจตนาดี รักษาตัวดี ในการที่จะกระทำความดี อาจารย์ไม่พึงประสงค์ผู้ที่คิดชั่วและกระทำความชั่วอยู่เป็นเนืองนิตย์โดยไม่ยอมละนิสัย รู้สึกสลดใจเศร้าใจแทนเพราะบอกแล้วว่านรกนั้นประตูมันไม่มีเวลาลง แต่เวลาจากนรกมันมีประตูล้อมรอบด้วยเหล็ก ออกไม่ได้ แล้วนรกนี้ไม่มีหลังคา จำไว้ไม่มีหลังคา มีแต่กำแพงล้อมรอบ มีแต่ไฟ ข้างในขุมนรกอะไร ๆ ก็เป็นไฟทั้งสิ้น ใครอยากจะลงไปก็ลงไป บอกให้อย่างนี้เพราะเห็นมาอย่างนี้ นี่เป็นสัจธรรม

ฉะนั้น เมื่อใครจะลุแก่อำนาจจิตใจอะไร ๆ ลงไปแล้ว พึงนึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ว่า วันนั้นคืนนั้นอาจารย์ได้ว่าพร่ำสอนเรืองนรก ...นิพพาน...เรื่องสวรรค์ นี่พึงจำเอาไว้ อะไรเป็นความดีจงทำสิ่งนั้น อะไรเป็นความชั่วจงละสิ่งนั้น อะไรพูดชั่วจงละสิ่งนั้น สิ่งที่พูดดีจงพูดสิ่งนั้น อย่าเอาดิรัจฉานกถา คือคำพูดที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราวมาพูดมาคุยกัน ไม่เป็นสาระไม่เป็นประโยชน์ ทำให้เกิดความคึกคะนองขึ้นมา จิตคะนอง ปากคะนอง กายคะนอง เดี๋ยวก็ทำผิดอย่างนั้นอย่างนี้ คือศีลนั้นเอง เราพึงสำรวมระมัดระวังมีปาติโมกข์สังวร คือรักษาศีล ๒๒๗ ให้ดี มีอินทรีย์สังวร ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พึงสังวรให้มากแล้วเราก็จะเป็นผู้สงบได้เอง ผู้ใดไม่สังวรไม่คอยระมัดระวัง ไม่ละ ปล่อยใจปล่อยกายให้เลยเถิด ไปตามอำนาจของกิเลส กิเลสมันก็เพาะมากขึ้นเรื่อย มันชั่วขึ้นเรื่อย มันก็กระด้างขึ้นเรื่อย มันอยากลองดีเรื่อย ให้คิดว่าครั้งสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเทวฑัตเป็นถึงบุตรกษัตริย์ เป็นพี่ชายของพระชายาพิมพา ของพระสิทธัตถะ แต่ทำใมยังลงนรก ? ก็เพราะความเย่อหยิ่ง ความอวดดี ความทีทิฏฐิ มานะนั่นเอง.....


พระอาจารย์สรวง ปริสุทฺโธ วัดถ้ำขวัญเมือง ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร ๑๕ สิงหาคม ๒๕๑๘
 
   
© สงวนสิขสิทธ์ ๒๕๔๙ วัดถ้ำขวัญเมือง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จัดทำโดย webmaster